การขยายหรือย่นระยะเวลา
webmaster
จาก webmaster
58.9.101.118
จันทร์ที่ , 25/11/2556
เวลา : 17:48

อ่านแล้ว = 1162 ครั้ง
 

       การขยายหรือย่นระยะเวลา
มาตรา ๒๓ เมื่อศาลเห็นสมควรหรือเมื่อคู่ความฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้ยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้อง ให้ศาลมีอำนาจที่จะออกคำสั่งขยายหรือย่นระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายนี้ หรือตามที่ศาลกำหนดไว้ หรือระยะเวลาที่เกี่ยวด้วยวิธีพิจารณาความแพ่งอันกำหนดไว้ในกฎหมายอื่นเพื่อให้ดำเนินหรือมิให้ดำเนิน
กระบวนพิจารณาใด ๆก่อนสิ้นระยะเวลานั้น แต่การขยายหรือย่นเวลาเช่นว่านี้ ให้พึงทำได้ต่อเมื่อมีพฤติการณ์พิเศษ และศาลได้มีคำสั่งหรือคู่ความมีคำขอขึ้นมาก่อนสิ้นระยะเวลานั้น เว้นแต่กรณีที่มีเหตุสุดวิสัย
ระยะเวลา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง หมายถึง ระยะเวลาที่กำหนดไว้เพื่อให้ดำเนินหรือมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาภายในกำหนดเวลา เช่น กำหนดเวลาให้จำเลยยื่นคำให้การ กำหนดเวลายื่นอุทธรณ์ กำหนดเวลายื่นฎีกา กำหนดเวลายื่นคำขอพิจารณาคดีใหม่ กำหนดเวลาร้องขอเพิกถอนการบังคับคดี หรือกำหนดเวลาในการร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ เป็นต้น
กำหนดเวลานั้นอาจแบ่งได้เป็น ๓ ประการ ดังนี้ คือ
๑. กำหนดระยะเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เช่น ในบทบัญัติมาตรา ๑๗๗ กำหนดให้จำเลยยื่นคำให้การภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันได้รับหมายเรียก และสำเนาคำฟ้อง เป็นต้น
๒. กำหนดระยะเวลาตามที่ศาลกำหนด เช่น คู่ความยื่นอทธรณ์ ศาลสั่งรับอุทธรณ์ แล้วสั่งให้ผู้อุทธรณ์ นำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งภายในกำหนดเวลา ๗ วัน เป็นต้น
๓. ระยะเวลาเกี่ยวด้วยวิธีพิจารณาความแพ่งตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายอื่น เป็นระยะเวลาที่ไม่ใช่ศาลกำหนด และไม่ใช่ระยะเวลาที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจาณาความแพ่ง แต่บัญญัติไว้ในกฎหมายอื่น ซึ่งเป็นกำหนดเวลาที่เกี่ยวกับการดำเนินคดี ไม่ใช่เกี่ยวกับอายุความ เช่น กำหนดระยะเวลาที่บัญญัติ ไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา กำหนดเวลาให้นำคดีมาฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามประมวลรัษฎากร เป็นต้น
หลักเกณฑ์ที่ต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่อง การขยาย หรือย่นระยะเวลา ตาม มาตรา ๒๓ มีดังนี้
๑. ในการย่นระยะเวลา คู่ความอาจขอย่น หรือศาลเห็นสมควรย่นระยะเวลาก็ได้ เช่น ในกรณีปิดหมายตามที่บัญญัตติไว้ในมาตรา ๗๙ จะมีผลต่อเมื่อพ้นระยะเวลา ๑๕ วัน แล้ว แต่มีบางกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องดำเนินการโดยเร็ว ศาลอาจจะสั่งให้ปิดหมาย และมีผลทันทีก็ได้
๒. ต้องมีพฤติการณ์พิเศษ ที่เป็นเหตุให้ไม่สามารถปฏิบัติได้ ภายในเวลาที่กำหนดไว้ ความหมายของคำว่า “ พฤติการณ์พิเศษ ” หมายถึง กรณีที่มีเหตุใดเหตุหนึ่งเกิดขึ้นอันจะทำให้เป็นการขัดขวาง หรือเหนี่ยวรั้งการดำเนินการบวนพิจารณาที่ต้องทำนั้นให้ไม่สามารถจะทำได้ภายในกำหนดเวลา ก็อาจขอขยายระยะเวลาได้ หรือถ้าหากว่ารอให้ครบระยะเวลาแล้ว มีพฤติการณ์พิเศษ ที่จะก่อเหตุให้เกิดความเสียหายกับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ฝ่ายนั้นก็อาจขอย่นระยะเวลานั้นได้
๓. การขอขยายระยะเวลา คู่ความจะต้องขอขยายมาก่อนครบกำหนดเวลา หรือ สิ้นระยะเวลานั้น เว้นแต่มีเหตุสุดวิสัย
เหตุสุดวิสัย ตามมาตรา ๒๓ ต่างกับ เหตุสุดวิสัย ตามความหมาย ที่บัญญัติไว้ ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘ ซึ่งตามความหมายตามมาตรา ๘ นี้ เหตุสุดวิสัยจะต้องเป็นกรณีของเหตุที่ไม่มีใครมาขัดขวางได้ ส่วนเหตุสุดวิสัยตามที่บัญญัติไว้ ในมาตรา ๒๓ นั้น ศาลฎีกาวางแนวไว้ว่า หมายถึงเหตุที่มีความจำเป็นที่ไม่สามารถจะทำได้ภายในกำหนดเวลาเท่านั้น ก็ถือว่า เป็นเหตุสุดวิสัยแล้ว
คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๙๕/๒๕๐๙ “ เหตุสุดวิสัย ” ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๓ หมายถึงเหตุที่ทำให้ศาลไม่สามารถมีคำสั่งให้ขยายระยะเวลา หรือคู่ความมีคำขอเช่นนั้นมาก่อนสิ้นระยะเวลาที่กฎหมายให้ดำเนินกระบวนพิจารณาอย่างใดอย่างหนึ่ง มิได้หมายถึง “ พฤติการณ์พิเศษ” ที่ทำให้การดำเนินกระบวนพิจารณาไม่อาจกระทำได้ภายในกำหนดนั้นต้องเป็นเหตุสุดวิสัย เหตุสุดวิสัยตามมาตรา ๒๓ จึงไม่จำต้องเป็นเหตุเกิดจากภัยธรรมชาติ ซึ่งไม่มีใครอาจป้องกันได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘ หากมีพฤติการณ์นอกเหนือที่ศาลไม่อาจมีคำสั่งขยายเวลาให้ก่อนสิ้นระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ในการดำเนินกระบวนพิจารณา ย่อมนับได้ว่าเป็นเหตุสุดวิสัย การสั่งขยายเวลาศาลมีอำนาจสั่งเองได้ โดยคู่ความไม่ต้องร้องขอ
คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๓๔๐/๒๕๔๗ ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาอุทธรณ์ เมื่อวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕ หากจำเลยมีความประสงค์ที่จะขอขยายระยะเวลายื่นฎีกา ก็ต้องยื่นคำร้องต่อศาลก่อนสิ้นระยะเวลาฎีกา เว้นแต่กรณีมีเหตุสุดวิสัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๓ เมื่อการนับระยะเวลายื่นฎีกา ต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕ เป็นวันแรก และครบกำหนด ๑ เดือน ในวันที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๔๕ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา๑๙๓/๒ วรรคสอง และมาตรา ๑๙๓/๕ วรรคสอง จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาวันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๔๕ จึงเกินกำหนดระยะเวลายื่นฎีกาแล้ว แม้ขณะที่จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกา จำเลยยังไม่ได้รับสำเนาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และ ไม่มีเจตนาที่จะไม่ยื่นฎีกา ก็ไม่ใช่เหตุสุดวิสัยที่จะมายื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาเมื่อสิ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าวได้
คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๖๗๙/๒๕๔๔ การเรียงอุทธรณ์จะต้องตรวจดูข้อความในคำพิพากษาศาลชั้นต้น เพื่อหาข้อโต้แย้งทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ศาลชั้นต้นหยิบยกขึ้นวินิจฉัย ผู้อุทธรณ์จึงจำต้องมีสำเนาคำพิพากษาศาลชั้นต้นไว้ประกอบการเรียงอุทธรณ์ เมื่อคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ของโจทก์ที่ยื่นต่อศาลชั้นต้นในวันสุดท้ายของระยะเวลาอุทธรณ์ อ้างเหตุที่โจทก์ไม่อาจยื่นอุทธรณ์ในกำหนดว่า โจทก์ได้ขอคัดคำพิพากษาไว้แล้ว ถือเป็นกรณีที่มีพฤติการณ์พิเศษ ที่จะขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้โจทก์ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๓
คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๓๔๐ - ๔๓๔๑/๒๕๔๕ การที่จำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การเป็นการขออนุญาตยื่นคำให้การเมื่อพ้นกำหนดเวลาให้การแล้ว ซึ่งหากจะถือว่าเป็นการขอขยายระยะเวลา จำเลยจะต้องอ้างทั้งพฤติการณ์พิเศษที่ไม่อาจยื่นคำให้การภายในกำหนดเวลาตามกฎหมายและอ้างเหตุสุดวิสัยที่ไม่อาจยื่นคำขอขยายระยะเวลานั้นก่อนสิ้นระยะเวลายื่นคำให้การด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีการพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๓ แต่ตามคำร้องขอของจำเลยอ้างเหตุที่มิได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การเท่านั้น มิได้อ้างพฤติการณ์พิเศษ และเหตุสุดวิสัย จึงไม่อาจถือเท่ากับเป็นการขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งขยายระยะเวลายื่นคำให้การแก่จำเลยทั้งสองได้
คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๗๑๑/๒๕๔๗ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา ให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ จำเลยยื่นอุทธรณ์ และยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ ให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาวางศาลภายใน ๗ วัน จำเลยไม่นำเงินดังกล่าวมาวาง แต่ได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินรวม ๕ ครั้ง ครั้งสุดท้ายศาลชั้นต้นให้ยกคำร้อง และมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายืน ดังนี้ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย เพราะจำเลยไม่นำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาวาง และศาลฎีกาพิพากษายืน คดีย่อมถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๗ วรรคสอง จำเลยไม่อาจยืนคำร้องของวางเงินค่าธรรมเนียมศาล หรือขอขยายระยะเวลาวางเงินดังกล่าวได้อีก ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์และรับฎีกาของจำเลยมา และศาลอุทธรณ์ภาค ๑ รับวินิจฉัยเรื่องการวางเงินและการขอขยายระยะเวลาให้จึงเป็นการไม่ชอบ


ตอบคำถาม

รูปภาพ :
นามสกุล GIF/JPG เท่านั้น
  จำกัดขนาดไม่เกิน 100K
หากท่านไม่มีโปรแกรมลดขนาดภาพ
คลิ๊กที่นี่
คำตอบ :  

      เลือกแบบ  เลือกสี

 



ระบบป้องกัน
ใส่ตัวเลขให้เหมือนกับที่มองเห็นด้านขวาครับ
ใส่ตัวเลขทางช่องซ้ายให้เหมือนตัวเลขในนี้
  ชื่อ :