การฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา
webmaster
จาก webmaster
58.9.102.129
อังคารที่ , 19/11/2556
เวลา : 14:32

อ่านแล้ว = 3949 ครั้ง
 

       การฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา
ความหมายของคำว่า “ คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา” ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ภาค ๑ ลักษณะ ๓ หมวด ๒ ว่าด้วยการฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาตั้งแต่ มาตรา ๔๐ ถึงมาตรา ๔๑ ได้บัญญัติวางหลักเกณ์เกี่ยวกับการดำเนินคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาไว้เป็นพิเศษ แตกต่างจากการดำเนินคดีแพ่งทั่ว ๆไป ซึ่งมิใช่คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาไว้หลายประการ เช่นให้อำนาจโจทก์ที่จะเลือกฟ้องต่อศาลซึ่งพิจารณาคดีอาญา หรือต่อศาลที่มีอำนาจชำระคดีแพ่งก็ได้(มาตรา ๔๐) การให้อำนาจพนักงานอัยการเรียกทรัพย์สิน หรือราคาแทนผู้เสียหายในคดีอาญาบางประเภท โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม (มาตรา ๔๓ , ๔๔ , และ ๒๕๓ ) และที่สำคัญคือ การกำหนดหลักการให้การพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริง ตามที่ปรากฎในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา (มาตรา ๔๖) เป็นต้น แต่ต้องพึงระวังเป็นเบื้องต้นว่าจะนำหลักเกณฑ์พิเศษต่าง ๆ ดังกล่าวนี้ ไปบังคับใช้ได้ก็ต่อเมื่อเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาเท่านั้น ดังนั้น หากมิใช่เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ย่อมไม่อาจนำหลักเกณฑ์ตามบทบัญญัติแห่งหมวด ๒ ว่าด้วยการฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาไปบังคับใช้ได้เลย(คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๙๘๒/๒๕๑๙)
คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา หมายถึง คดีแพ่งที่ฟ้องบังคับตามสิทธิเรียกร้อง อันมีมูลฐานความรับผิดเนื่องมาจากการกระทำความผิดทางอาญา กล่าวคือหากมูลเหตุการกระทำผิดอาญาใด ทำให้ผู้กระทำผิดต้องรับผิดทางแพ่งด้วย จึงจะถือได้ว่าคดีแพ่งที่เกิดขึ้น เนื่องจากการกระทำผิดอาญานั้น เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา เช่น คดีลักทรัพย์ วิ่งราวทรัพย์ ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ โจรสลัด กรรโชก ฉ้อโกง ยักยอกหรือรับของโจร รวม ๙ ฐาน ที่มาตรา ๔๓ ให้อำนาจพนักงานอัยการที่ยื่นฟ้องคดีอาญามีอำนาจเรียกทรัพย์สิน หรือ ราคาแทนผู้เสียหายด้วยนั้น นับได้ว่าเป็นตัวอย่างของการกระทำผิดทางอาญา ที่เป็นมูลให้ผู้กระทำผิดต้องรับผิดทางแพ่ง ในอันที่จะต้องคืน หรือใช้ราคาทรัพย์สินแก่ผู้เสียหายด้วย เพราะการกระทำผิดอาญาในฐานความผิดต่าง ๆดังกล่าว ย่อมเป็นการทำละเมิดต่อผู้เสียหาย ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๔๒๐ ด้วยอยู่ในตัว แต่คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญานั้น มิได้มีเพียงตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๔๓ ดังกล่าวเท่านั้น ความผิดอาญาฐานอื่น ๆ ที่เป็นการประทุษร้ายต่อชีวิต ร่างกาย อนามัย เสรีภาพ ชื่อเสียง หรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใด อันเข้าลักษณะเป็นการละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา ๔๒๐ ก็ถือได้ว่าเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาทั้งสิ้น แต่ถ้าเป็นคดีที่โจทก์ฟ้องบังคับตามสิทธิเรียกร้องแห่งกฎหมายแพ่งโดยมิได้อาศัยมูลความผิดอาญาเลย ย่อมมิใช่คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา
คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๗๔๕/๒๕๓๗ โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๑ ว่า กระทำความผิดฐานโกงเจ้าหนี้และศาลพิพากษาลงโทษจำเลยที่ ๑ คดีถึงที่สุดแล้ว ส่วนคดีแพ่งโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลอันเป็นสิทธิเรียกร้องที่ไม่ต้องอาศัยมูลความผิดทางอาญาในความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ จึงไม่ใช่คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา จะนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๖ มาใช้บังคับไม่ได้
คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๙๘๒/๒๕๑๙ คดีเดิมเป็นคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.๒๔๙๗ ส่วนคดีนี้เป็นคดีแพ่งที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ ตามสัญญาซื้อขายด้วยการออกเช็ค อันเป็นสิทธิเรียกร้องที่มีอยู่โดยไม่ต้องอาศัยมูลความผิดทางอาญา ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คแต่อย่างใด คดีนี้จึงมิใช่เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา จะนำ ป.วิ.อ.มาตรา ๔๖ มาใช้บังคับหาได้ไม่
เขตอำนาจศาลในการชำระคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา
ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๐ ได้บัญญัติถึงเขตอำนาจศาลในการชำระคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาไว้ว่า“ การฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาจะฟ้องต่อศาลซึ่งพิจารณาคดีอาญาหรือต่อศาลที่มีอำนาจชำระคดีแพ่งก็ได้ ” ดังนั้นแม้ว่าคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาจะจัดว่าเป็นคดีแพ่งซึ่งโจทก์ต้องยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลที่มีอำนาจชำระคดีแพ่ง ดั่งทีบัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา ๒ แล้ว กฎหมายยังให้ทางเลือกแก่โจทก์ที่จะฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาต่อศาลซึ่งพิจารณาคดีอาญาได้ด้วย
ข้อสังเกต มาตรา ๔๐ ใช้คำว่า “ จะฟ้องต่อศาลซึ่งพิจารณาคดีอาญา . . . ” หาได้ใช้คำว่า “ศาลซึ่งมีอำนาจชำระคดีอาญา” ไม่ ดังนั้น การฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาต่อศาลซึ่งมีอำนาจชำระคดีนั้น ต้องเป็นกรณีที่มีการฟ้องคดีอาญาแล้ว กฎหมายจึงจะให้สิทธิแก่โจทก์ที่จะฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญานั้นต่อศาลซึ่งพิจารณาคดีอาญาได้ด้วย
การพิจารณาคดีแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
ป.วิ.พ. มาตรา ๔๐ เพียงแต่บัญญัติให้สิทธิแก่โจทก์ที่จะฟ้องจำเลยต่อศาลซึ่งพิจารณาคดีอาญาได้ด้วยเท่านั้น แต่ในส่วนของการดำเนินกระบวนพิจารณานั้น มาตรา ๔๐ ได้บัญญัติต่อไปว่า “การพิจารณาคดีแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง” กล่าวคือ แม้โจทก์จะฟ้องคดีส่วนแพ่งต่อศาลซึ่งพิจารณาคดีอาญา การพิจารณาในคดีส่วนแพ่งก็ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งด้วย ดังนี้
๑. โจทก์ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลในคดีส่วนแพ่งด้วย เว้นแต่ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ซึ่งมีคำขอให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์สินติดมากับฟ้องอาญา มาตรา ๒๕๓ วรรคหนึ่ง จึงจะยกเว้นมิให้เรียกค่าธรรมเนียม
๒. คำให้การในคดีส่วนแพ่ง จำเลยต้องแสดงโดยชัดแจ้งว่าจำเลยยอมรับหรือปฏิเสธ รวมทั้งเหตุแห่งการปฏิเสธ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๗ วรรคสอง
๓. จำเลยมีสิทธิที่จะฟ้องแย้งโจทก์ในคดีส่วนแพ่งได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๗ วรรคสาม ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา ๔๐
๔. คดีอาญาเมื่อจำเลยตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป ตามมาตรา ๓๙ (๑) ศาลต้องสั่งจำหน่ายคดีอาญาเสียจากสารบบความ สำหรับคดีส่วนแพ่งจะต้องดำเนินการอย่างไรต่อไป ขึ้นอยู่กับว่าคดีอาญานั้นใครเป็นโจทก์ ดังนี้
ก. กรณีพนักงานอัยการเป็นโจทก์ และขอให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๓ ในกรณีเช่นนี้ แม้ผู้เสียหายจะเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการก็ตามเมื่อจำเลยซึ่งเป็นผู้กระทำผิดถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ และโจทก์ร่วมย่อมระงับไป คำขอให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาย่อมตกไปด้วยศาลต้องจำหน่ายคดีเสียจากระบบความ
ข. กรณีผู้เสียหายเป็นโจทก์ฟ้องเอง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๘ (๒) ในกรณีเช่นนี้ แม้ความตายของจำเลยทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตาม ป.วิ.อ มาตรา ๓๙ (๑) ก็ตาม ก็หามีผลกระทบต่ออำนาจฟ้องคดีส่วนแพ่งของผู้เสียหายไม่ ศาลคงสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะคดีส่วนอาญาเท่านั้น แต่คดีส่วนแพ่งต้องดำเนินการต่อไปตามบทบัญญัติว่าด้วยคู่ความมรณะ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๔๒ ประกอบ ป.วิ.อ.มาตรา ๔๐ ทั้งนี้รวมทั้งกรณีที่สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตามมาตรา ๓๙ (๒) (๓) (๔) (๕) (๖) หรือ (๗) ด้วย เช่นกัน
๕. คำพิพากษาคดีส่วนแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่า จำเลยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดหรือไม่ ตาม มาตรา ๔๗ วรรคหนึ่ง ดังนั้นแม้ศาลจะพิพากษายกฟ้องในคดีส่วนอาญา คดีส่วนแพ่งศาลอาจจะกำหนดให้โจทก์ชนะคดีก็ได้
๖. ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องในคดีที่ราษฎรเป็นโจทก์ก่อนประทับฟ้องจำเลยไม่อยู่ในฐานะเป็นจำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๖๕ วรรคสาม จึงไม่เป็นคู่ความที่จะมีสิทธิฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ได้ แต่ในคดีส่วนแพ่งจำเลยมีฐานะเป็นจำเลยแล้ว ย่อมเป็นคู่ความที่มีสิทธิฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีส่วนแพ่งได้
๗. ข้อจำกัดสิทธิในการอุทธรณ์ฎีกา คดีอาญา และคดีแพ่งต้องพิจารณา ไปตาม ป.วิ.อ. และ ป.วิ.พ. แยกต่างหากจากกัน แต่ถ้าเป็นกรณีที่ศาลในคดีแพ่งจะต้องฟังข้อเท็จจริงที่ยุติในคดีอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา๔๖ เมื่อคดีอาญายุติอย่างไร คำพิพากษาในคดีส่วนแพ่งก็ต้องฟังข้อเท็จจริงตามคดีอาญาที่ยุติแล้วนั้น คู่ความจะฎีกาข้อเท็จจริงในคดีส่วนแพ่งโต้เถียงเป็นอย่างอื่นไม่ได้ แม้ว่าคดีส่วนแพ่งจะยังมีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาได้ก็ตาม
๘. ข้อเท็จจริงที่คู่ความหยิบยกขึ้นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีส่วนแพ่งจะต้องเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น มิฉะนั้นย่อมต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ.มาตรา ๒๒๕
พนักงานอัยการมีสิทธิเรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหาย
ป.วิ.อ. มาตรา ๔๓ และมาตรา ๔๔ ได้บัญญัติให้พนักงานอัยการที่ยื่นฟ้องคดีอาญา มีสิทธิเรียกคืนทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหายด้วย ดังนี้
มาตรา ๔๓ คดีลักทรัพย์ วิ่งราว ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ โจรสลัด กรรโชก ฉ้อโกง ยักยอกหรือรับของโจร ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกร้องทรัพย์สิน หรือราคาที่เขาสูญเสียไปเนื่องจากการกระทำผิดคืน เมื่อพนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีอาญา ก็ให้เรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหายด้วย
มาตรา ๔๔ การเรียกทรัพย์สิน หรือราคาคืนตามมาตราก่อน พนักงานอัยการจะขอรวมไปกับคดีอาญาหรือจะยื่นคำร้องในระยะใดระหว่างที่คดีอาญากำลังพิจารณาอยู่ในศาลชั้นต้นก็ได้
คำพิพากษาในส่วนเรียกทรัพย์สินหรือราคาให้รวมเป็นส่วนหนึ่งแห่งคำพิพากษาในคดีอาญา
ตามบทบัญญัติแห่งมาตรา ๔๓ และ ๔๔ ดังกล่าว กฎหมายได้กำหนดหลักเกณฑ์การให้อำนาจพนักงานอัยการที่ยื่นฟ้องคดีอาญามีสิทธิเรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหายได้ภายใต้หลักเณฑ์ ดังนี้
๑ . ต้องเป็นความผิดอาญา เพียง ๙ ฐานความผิด ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๔๓ เท่านั้น
( ลัก วิ่ง ชิง ปล้น โจร กรร ฉ้อ ยัก รับ )
ยัก ซึ่งหมายถึง ยักยอกทรัพย์นั้น ศาลฎีกาได้วินิจฉัยว่า มีความหมายรวมถึงความผิดฐาน เจ้า
พนักงานยักยอกทรัพย์ ตาม ป.อ. มาตรา ๑๔๗ ด้วย
* ความผิดฐานอื่นนอกจากนี้ พนักงานอัยการไม่มีอำนาจขอให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์สิน*
คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๓๑/๒๕๑๑ ป.วิ.อ. มาตรา ๔๓ ซึ่งบัญญัติให้พนักงานอัยการมีอำนาจเรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหายในคดียักยอกนั้นย่อมหมายความรวมถึงคดีที่เจ้าพนักงานยักยอก ตาม ป.อ.มาตรา ๑๔๗ ด้วย
คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๗๘/๒๕๒๐ ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๙ ฐานรับสินบนซึ่งไม่เป็นความผิดตามมาตรา ๓๓๗ ฐานกรรโชก พนักงานอัยการไม่มีอำนาจขอให้จำเลยใช้ราคาทรัพย์
คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๙–๑๒๐/๒๕๑๘ พนักงานอัยการไม่มีอำนาจขอให้จำเลยคืน หรือใช้ราคาทรัพย์ ในกรณีความผิด ตาม ป.อ. มาตรา ๑๕๗
๒ . ผู้เสียหายต้องมีสิทธิเรียกทรัพย์สิน หรือราคาที่เขาสูญเสียไป เนื่องจากการกระทำผิดคืน ตามหลักเกณฑ์ สำคัญ ๒ ประการ คือ
๑. ผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกทรัพย์สินหรือราคาคืน ประการหนึ่ง
๒. พนักงานอัยการมีอำนาจเรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหายได้เพียงเฉพาะทรัพย์สินหรือราคาที่ผู้เสียหายสูญเสียไปเนื่องจากการกระทำผิดของจำเลยโดยตรงเท่านั้น อีกประการหนึ่ง


ตอบคำถาม

รูปภาพ :
นามสกุล GIF/JPG เท่านั้น
  จำกัดขนาดไม่เกิน 100K
หากท่านไม่มีโปรแกรมลดขนาดภาพ
คลิ๊กที่นี่
คำตอบ :  

      เลือกแบบ  เลือกสี

 



ระบบป้องกัน
ใส่ตัวเลขให้เหมือนกับที่มองเห็นด้านขวาครับ
ใส่ตัวเลขทางช่องซ้ายให้เหมือนตัวเลขในนี้
  ชื่อ :