การถอนฟ้อง และการยอมความ
webmaster
จาก webmaster
58.9.102.129
จันทร์ที่ , 18/11/2556
เวลา : 16:22

อ่านแล้ว = 866 ครั้ง
 

       การถอนฟ้อง และการยอมความ

มาตรา ๓๕ คำร้องขอถอนฟ้องคดีอาญาจะยื่นเวลาใดก่อนมีคำพิพากษาของศาลชั้นต้นก็ได้ ศาลจะมีคำสั่งอนุญาตหรือมิอนุญาตให้ถอนก็ได้ แล้วแต่ศาลจะเห็นสมควรประการใด ถ้าคำร้องนั้นได้ยื่นในภายหลังเมื่อจำเลยให้การแก้คดีแล้ว ให้ถามจำเลยว่าจะคัดค้านหรือไม่ แล้วให้ศาลจดคำแถลงของจำเลยไว้ ในกรณีที่จำเลยคัดค้านการถอนฟ้องให้ศาลยกคำร้องขอถอนฟ้องนั้นเสีย
คดีความผิดต่อส่วนตัวนั้น จะถอนฟ้องหรือยอมความในเวลาใดก่อนคดีถึงที่สุดก็ได้ แต่ถ้าจำเลยคัดค้าน ให้ศาลยกคำร้องขอถอนฟ้องนั้นเสีย
มาตรา ๓๖ คดีอาญาซึ่งได้ถอนฟ้องไปจากศาลแล้ว จะนำมาฟ้องอีกหาได้ไม่ เว้นแต่จะเข้าอยู่ในข้อยกเว้นต่อไปนี้
(๑) ถ้าพนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องคดีอาญาซึ่งไม่ใช่ความผิดต่อส่วนตัวไว้แล้วได้ถอนฟ้องคดีนั้นไป การถอนนี้ไม่ตัดสิทธิผู้เสียหายที่จะยื่นฟ้องคดีนั้นใหม่
(๒) ถ้าพนักงานอัยการถอนคดีซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัวไป โดยมิได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากผู้เสียหาย การถอนนั้นไม่ตัดสิทธิผู้เสียหายที่จะยื่นฟ้องคดีนั้นใหม่
(๓) ถ้าผู้เสียหายได้ยื่นฟ้องคดีอาญาไว้แล้วได้ถอนฟ้องคดีนั้นเสีย การถอนนี้ไม่ตัดสิทธิพนักงานอัยการที่จะยื่นฟ้องคดีนั้นใหม่ เว้นแต่คดีซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัว
การถอนฟ้อง และยอมความ มีหลักเกณฑ์ที่สำคัญดังต่อไปนี้ คือ
๑. ความผิดต่อส่วนตัวจะถอนฟ้องหรือยอมความเมื่อใดก็ได้ก่อนคดีถึงที่สุด
๒. เป็นความผิดอาญาแผ่นดินจะต้องถอนฟ้องก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา
๓. คดีที่ไม่ใช่ความผิดต่อส่วนตัว โจทก์จะขอถอนฟ้องหลังจากศาลชั้นต้นพิพากษาแล้วไม่ได้ และถ้าคดีดังกล่าวโจทก์มีการอุทธรณ์หรือฎีกา ถือว่าคำร้องขอถอนฟ้องดังกล่าวเป็นการขอถอนฟ้องอุทธรณ์หรือฎีกา(คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๕๑/๒๕๓๗)
๔.ในคดีความผิดที่มิใช่ความผิดต่อส่วนตัว ศาลฎีกายกคำพิพากษาศาลล่างให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ คดีย่อมกลับมาสู่การพิจารณาของศาลชั้นต้นอีก โจทก์ขอถอนฟ้องได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๗๘/๒๕๒๕)
การถอนฟ้อง มีหลักเกณฑ์ และข้อสังเกตที่น่าสนใจ ดังนี้
๑.คดีความผิดต่อส่วนตัวที่อยู่ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ หรือศาลฎีกา โจทก์ยื่นคำร้องว่าไม่ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป ขอให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดี พอแปลความได้ว่าโจทก์ประสงค์ขอถอนฟ้อง ศาลสั่งอนุญาตให้ถอนได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๒/๒๕๓๔)
๒. คดีความผิดต่อส่วนตัว เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องภายในกำหนดระยะเวลาฎีกา แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ก็เป็นการถอนฟ้องก่อนคดีถึงที่สุด ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๕ วรรค ๒ แล้วจำเลยไม่คัดค้านศาลชั้นต้นชอบที่จะอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องได้(เป็นดุลพินิจของศาลจะอนุญาตหรือไม่ก็ได้)
๓. ศาลชั้นต้นไม่รับฎีกา ผู้ฎีกาจึงยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับฎีกา แม้จะล่วงเลยระยะเวลาฎีกาแล้วก็ตาม ก็ถือว่าคดียังไม่ถึงที่สุด (คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๕/๒๕๒๒)
๔.โจทก์ร่วมขอถอนคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม มีผลเท่ากับเป็นการถอนฟ้อง (คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๙๒/๒๕๑๔)
๕. ผู้เสียหายไม่ได้เข้าเป็นโจทก์ร่วมด้วย ผู้เสียหายจะขอถอนฟ้องไม่ได้ ศาลฎีกาตีความว่าคำร้องขอถอนฟ้องนั้น เท่ากับเป็นการขอถอนคำร้องทุกข์นั่นเอง สิทธินำคดีอาญามาฟ้องก็ระงับสิ้นไป( คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๔๑/๒๕๒๖)
๖. การที่ศาลสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราวเพราะจำเลยหลบหนี คดียังไม่ถึงที่สุด โจทก์จึงขอถอนฟ้องได้
๗. โจทก์เป็นราษฎรฟ้องคดีอาญา แล้วถอนฟ้องไปก่อนศาลไต่สวนมูลฟ้อง แม้อ้างว่าถอนฟ้องชั่วคราวเพื่อรอผลคดีแพ่ง โจทก์ก็ฟ้องใหม่ไม่ได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๔๐/๒๔๙๗)
๘. คดีได้ขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจสั่งคำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์ได้ โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นสั่ง ศาลอนุญาตให้ถอนฟ้อง (ความผิดต่อส่วนตัว) ในขณะที่คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ หรือศาลฎีกา สิทธิในการนำคดีอาญามาฟ้องก็ระงับลงตามมาตรา ๓๙ (๒) ศาลสูงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดี มีผลทำให้คำพิพากษาของศาลล่างระงับไปในตัว ศาลสูงไม่ต้องพิพากษายกคำพิพากษาของศาลล่างอีก (คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๓๘/๒๕๐๕ (ประชุมใหญ่))
๙. การอนุญาตให้ถอนฟ้องหรือไม่เป็นดุลพินิจของศาล ถ้าจำเลยยื่นคำให้การแล้ว และคัดค้าน ดังนี้ศาลต้องยกคำร้องขอถอนฟ้อง จะใช้ดุลพินิจไม่ได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๙๘/๒๔๘๑)
๑๐. โจทก์ถอนฟ้องด้วยความสมัครใจอ้างว่าตกลงกับจำเลยได้ จำเลยไม่คัดค้าน ศาลอนุญาต มิใช่กรณีที่ศาลสั่งอนุญาตโดยผิดพลาดอันจะเป็นเหตุให้ศาลเพิกถอนคำสั่งได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗ ประกอบ ป.วิ.อ.มาตรา ๑๕ โจทก์จะมาอ้างภายหลังว่าถอนฟ้องเพราะจำเลยนำความเท็จมากล่าวให้โจทก์หลงเชื่อหาได้ไม่(โจทก์ฟ้องใหม่ไม่ได้)(คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๓๗๕/๒๕๒๕)
๑๑. ถอนฟ้องอ้างเหตุว่าฟ้องบกพร่อง เพื่อนำไปดำเนินคดีใหม่ จะนำมาฟ้องใหม่ไม่ได้(คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๒๔/๒๕๓๐)
กรณีถือว่าเป็นการถอนฟ้องโดยชั่วคราว (ฟ้องใหม่ได้)
๑. ผู้เสียหายขอถอนฟ้องเพื่อเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการ โดยพนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีไว้แล้ว หรือพนักงานอัยการยื่นฟ้องจำเลยคดีนั้น มิใช่เป็นการถอนฟ้องโดยเด็ดขาด ตามป.วิ.อ. มาตรา ๓๖ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของผู้เสียหายไม่ระงับ (คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๐๗/๒๕๑๖)
๒. ผู้เสียหายฟ้องจำเลย รุ่งขึ้นพนักงานอัยการฟ้องจำเลยในเรื่องเดียวกันเป็นคดีนี้ ต่อมาอีกสามวัน ผู้เสียหายขอถอนฟ้องของตน และยื่นคำร้องในวันเดียวกันขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ เห็นได้ว่าการถอนฟ้องของผู้เสียหาย มิใช่การถอนฟ้องโดยเด็ดขาด แต่ถอนฟ้องเพื่อขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของผู้เสียหายจึงไม่ระงับไป ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๙ (๒) ผู้เสียหายมีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการได้ โดยไม่จำต้องกล่าวในคำร้องขอถอนฟ้อง ว่า จะไปเข้าเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการแต่อย่างใด(คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๖๘๓/๒๕๒๒)
ข้อสังเกต
๑. ถอนฟ้องเด็ดขาดฟ้องใหม่ไม่ได้ หากถอนฟ้องไม่เด็ดขาดฟ้องใหม่ได้ (ป.วิ.อ.มาตรา ๓๖)
๒. กรณีจำเลยหลายคน การถอนฟ้องมีผลเฉพาะคนที่ถูกถอนฟ้อง (ฎีกาที่๘๓–๘๕/๒๔๘๘)
๓. กรณีผู้จัดการแทนผู้เสียหายมีหลายคน ผู้จัดการแทนคนหนึ่งถอนฟ้อง ผู้จัดการแทนคนอื่นฟ้องจำเลยอีกไม่ได้ แต่ไม่ตัดสิทธิพนักงานอัยการ ถ้ามิใช่ความผิดต่อส่วนตัว
๔.กรณีผู้เสียหายหลายคน ผู้เสียหายคนใดขอถอนฟ้องไป ไม่ตัดสิทธิผู้เสียหายคนอื่นที่จะฟ้องเพราะสิทธิที่ผู้เสียหายจะดำเนินคดีอาญาเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้เสียหายแต่ละคน
ข้อสังเกต การยอมความ
การยอมความเป็นการตกลงเลิกคดีต่อกันระหว่างโจทก์กับจำเลย ซึ่งมีหลักเกณฑ์ ดังนี้
๑. ยอมความได้เฉพาะความผิดต่อส่วนตัว
๒. ทำได้ก่อนคดีถึงที่สุด โดยการกระทำในชั้นสอบสวน หรือชั้นศาลก็ได้ (คำพิพากษาฎีกาที่๕๙๒/๒๕๒๐ , ๕๓–๕๕/๒๔๘๓)
๓. การยอมความจะตกลงไว้ล่วงหน้าก่อนคดีเกิดไม่ได้
๔. จำเลยหลายคนจะตกลงยอมความกับจำเลยบางคนก็ได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๓–๕๕/๒๔๘๓)

ตอบคำถาม

รูปภาพ :
นามสกุล GIF/JPG เท่านั้น
  จำกัดขนาดไม่เกิน 100K
หากท่านไม่มีโปรแกรมลดขนาดภาพ
คลิ๊กที่นี่
คำตอบ :  

      เลือกแบบ  เลือกสี

 



ระบบป้องกัน
ใส่ตัวเลขให้เหมือนกับที่มองเห็นด้านขวาครับ
ใส่ตัวเลขทางช่องซ้ายให้เหมือนตัวเลขในนี้
  ชื่อ :