ฎีกาน่าสนใจ(เฉพาะกิจ)

จาก tui-na100.com
พฤหัสบดีที่ , 16/3/2549
เวลา : 13:15
 IP:

58.8.53.10
อ่านแล้ว = 18239 ครั้ง
       เชิญพบกับฎีกาน่าสนใน(เฉพาะกิจ) ที่นี่เร็ว ๆนี้ ฟรี(ขณะนี้กำลังติดตาม รวบรวม และจัดพิมพ์อยู่)


 จาก tui-na100.com
 ศุกร์, 17/3/2549
 เวลา :
13:39
 IP:
202.57.183.219

 

แก้ไข / ลบคำตอบ
 คำตอบที่ 1
       ฎีกาข้อ 8 ข้อ 9 วิแพ่ง ล้มละลาย ฟื้นฟู

1183/2545
บทบัญญัติตาม พ.ร.บ. ล้มละลายฯ มาตรา 90/26 แสดงโดยแจ้งชัดแล้วว่า
หากเจ้าหนี้ประสงค์จะได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการจะต้องยื่นคำขอรับ
ชำระหนี้ตามวิธีการที่กฎหมายระบุไว้ โดยบทบัญญัติวรรคหนึ่งของมาตรานี้
ส่วนท้ายแยกเป็น 2 กรณี กรณีแรกเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา กรณีที่สองเป็น
เจ้าหนี้ที่ได้ฟ้องคดีแพ่งไว้แล้วแต่คดียังอยู่ระหว่างพิจารณา ซึ่งหมายถึงศาลยังไม่มี
คำพิพากษา คดีนี้เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในกรณีแรก คือเป็นเจ้าหนี้ตาม
คำพิพากษา เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาย่อมมีสิทธิยื่นคำขอรับชำระหนี้ได้โดย
ไม่จำต้องรอให้คำพิพากษานั้นถึงที่สุด เพราะมูลหนี้ที่ยื่นคำขอรับชำระหนี้ทุกราย
เจ้าหนี้ ลูกหนี้ หรือผู้ทำแผนอาจขอตรวจและโต้แย้งต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้
ตามมาตรา 90/29 หากมีผู้โต้แย้งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ก็ต้องสอบสวน
แล้วมีคำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใดตามมาตรา 90/32 โดยเจ้าหนี้ต้องยื่นคำขอรับ
ชำระหนี้ภายใน 1 เดือนนับแต่วันโฆษณาคำสั่งตั้งผู้ทำแผน ดังนั้น หากรอ
ให้ศาลพิพากษาในชั้นที่สุดเสียก่อน เจ้าหนี้ก็ไม่อาจยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายใน
เวลาที่กฎหมายกำหนดได้ ทำให้เจ้าหนี้หมดสิทธิได้รับชำระหนี้ตามมาตรา
90/61 การที่เจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการหรือไม่จึงมิใช่เพราะหนี้นั้น
เป็นมูลหนี้ตามคำพิพากษาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องประกอบด้วยการพิสูจน์หนี้ของ
เจ้าหนี้ การสอบสวนและคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ รวมทั้งคำสั่งของศาล
ในกรณีมีผู้ยื่นคำร้องคัดค้านเป็นสำคัญ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้
ชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ คำพิพากษานั้นย่อมมีผลผูกพันลูกหนี้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145
ไปจนกว่าจะถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับ หรืองดเสียโดยศาลที่มีศักดิ์สูงกว่า
เจ้าหนี้จึงนำมูลหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวมารับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้
คดีที่ลูกหนี้อุทธรณ์คัดค้านคำสั่งศาลล้มละลายกลางเรื่องขอรับชำระหนี้
ในมูลหนี้ตามคำพิพากษาต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียงฉบับละ 25 บาท เท่านั้น ตาม
พ.ร.บ. ล้มละลายฯ มาตรา 179 (2) ประกอบด้วยมาตรา 90/2 วรรคสอง

3318/2545(ออกสอบไปแล้ว)
พ.ร.บ. ล้มละลายฯ มาตรา 90/58 ได้บัญญัติกำหนดหลักเกณฑ์ในการ
ใช้ดุลพินิจในการให้ความเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการ เพื่อให้ศาลเข้ามามีบทบาท
ในทางเศรษฐกิจ ใช้อำนาจทางตุลาการเพื่อก่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่บุคคล
ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ในการใช้ดุลพินิจดังกล่าวศาลมีอำนาจที่จะตรวจสอบในเนื้อหา
ของแผนฟื้นฟูกิจการแล้วนำมาพิจารณาว่าจะให้ความเห็นชอบด้วยแผนหรือไม่
การพิจารณาว่าข้อเสนอในการชำระหนี้ตามแผนเป็นธรรมแก่เจ้าหนี้หรือไม่
ต้องพิจารณาตาม พ.ร.บ. ล้มละลายฯ มาตรา 90/42 ตรี โดยพิจารณาเฉพาะ
บรรดาเจ้าหนี้ทั้งหลายที่ถูกจัดไว้ในกลุ่มเดียวกัน ดังนั้น แม้ในแผนฟื้นฟูกิจการจะ
เสนอชำระหนี้แก่เจ้าหนี้กลุ่มที่ 1 ต่างกับเจ้าหนี้กลุ่มที่ 2 ก็เป็นกรณีที่ทำแผน
สามารถกำหนดได้เพราะเป็นเจ้าหนี้ต่างกลุ่มกัน เมื่อแผนฟื้นฟูกิจการได้กำหนด
ให้สิทธิของเจ้าหนี้ที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันได้รับการปฏิบัติเท่าเทียมกันแล้ว ต้องถือว่า
แผนฟื้นฟูกิจการได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการชำระหนี้เป็นไปตามมาตรา 90/58 (2)
ประกอบมาตรา 90/42 ตรีแล้ว
เกี่ยวกับการแปลงหนี้เป็นทุนตาม พ.ร.บ. ล้มละลายฯ มาตรา 90/42
วรรคท้าย บัญญัติยกเว้นบทบัญญัติของ ป.พ.พ. มาตรา 1119 วรรคสอง ดังนั้น
ผู้ทำแผน จึงสามารถทำแผนเพิ่มทุนโดยการแปลงหนี้มาเป็นทุนได้ ทำให้ทุนจดทะเบียน
ของลูกหนี้เพิ่มขึ้นโดยเจ้าหนี้จะเป็นผู้ถือหุ้นที่เพิ่มขึ้นในสัดส่วนหนี้ของตน สถานะ
ของเจ้าหนี้ย่อมเปลี่ยนมาเป็นผู้ร่วมลงทุนกับผู้ถือหุ้นเดิม
ตาม พ.ร.บ. ล้มละลายฯ มาตรา 90/60 วรรคสอง ผลของคำสั่งเห็นชอบ
ด้วยแผนนั้นมีผลเฉพาะตัวลูกหนี้ในคดีฟื้นฟูกิจการเท่านั้นที่จะหลุดพ้นจากหนี้ที่มี
อยู่ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน แล้วมาผูกพันตามหนี้ที่กำหนดไว้ในแผน
ส่วนบุคคลอื่นซึ่งต้องร่วมรับผิดกับลูกหนี้จะต้องรับผิดอีกเช่นไร ต้องเป็นไปตาม
กฎหมายต่างๆ ซึ่งว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง โดยในส่วนผู้ค้ำประกัน
จะหลุดพ้นความรับผิดก็เมื่อหนี้นั้นได้ระงับสิ้นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 698
การที่เจ้าหนี้ได้รับโอนหุ้นเพื่อชำระหนี้มาจำนวนหนึ่งซึ่งเมื่อตีราคาตลาดที่แท้จริง
แล้วชำระหนี้ที่ลูกหนี้มีต่อเจ้าหนี้ได้เพียงบางส่วน หนี้ส่วนของผู้ค้ำประกันก็ย่อม
ระงับเพียงบางส่วนเท่านั้น การที่แผนฟื้นฟูกิจการกำหนดให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้น
ความรับผิดไปเสียทีเดียว ย่อมขัดต่อบทบัญญัติดังกล่าว ข้อกำหนดดังกล่าว
จึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 แต่เมื่อรายการดังกล่าวมิใช่รายการ
สำคัญและ พ.ร.บ. ล้มละลายฯ ก็ได้บัญญัติเรื่องนี้ไว้ในมาตราดังกล่าวแล้ว การที่
ข้อกำหนดดังกล่าวตกไปจึงไม่กระทบถึงความสมบูรณ์ของแผน ถือว่าแผนมีรายการ
ครบถ้วนตาม พ.ร.บ. ล้มละลายฯ มาตรา 90/42 ประกอบ 90/58 วรรคสอง แล้ว
ปัญหาที่ว่า มีเหตุผลอันสมควรและมีช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้
หรือไม่ เป็นปัญหาในชั้นพิจารณาคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการ เมื่อศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟู
กิจการของลูกหนี้และคำสั่งดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว กรณีจึงเป็นการล่วงเลยขั้นตอนที่
จะยกเหตุดังกล่าวขึ้นคัดค้านแล้ว

3392/2545
ผู้ทำแผนจัดให้เจ้าหนี้อยู่ทั้งกลุ่มเจ้าหนี้มีประกันในกลุ่มที่ 2
และกลุ่มเจ้าหนี้ไม่มีประกันในกลุ่มที่ 3 โดยแบ่งเป็นหนี้ที่มีประกัน
7,025,000 บาท และเป็นหนี้ที่ไม่มีประกัน 10,862,024.74
บาท แต่เจ้าหนี้เห็นว่าผู้ทำแผนควรจัดให้เจ้าหนี้อยู่ในกลุ่มเจ้าหนี้มี
ประกันเพียงกลุ่มเดียว จึงไม่ยอมรับแผนในที่ประชุมเจ้าหนี้เพื่อ
พิจารณาแผนเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2544 และยื่นคำคัดค้านต่อศาล
ล้มละลายกลางเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2544 โดยคัดค้านว่า
เจ้าหนี้ไม่ยอมรับแผนฟื้นฟูกิจการลูกหนี้เพราะเห็นว่าการจัดกลุ่ม
เจ้าหนี้ไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา
90/42 ทวิ ดังนี้ คำคัดค้านของเจ้าหนี้จึงเป็นการยื่นคำร้องขอต่อศาล
ล้มละลายกลางเพื่อให้มีคำสั่งจัดกลุ่มเสียใหม่ให้ถูกต้องตามมาตรา
90/42 ทวิ วรรคสอง
เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ส่งหมายแจ้งวันนัดประชุมเจ้าหนี้
พร้อมแผนฟื้นฟูกิจการลูกหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ทางไปรษณีย์ตอบรับลงวันที่
4 มกราคม 2544 เมื่อแผนฟื้นฟูกิจการได้ระบุรายละเอียดเกี่ยว
กับการจัดกลุ่มเจ้าหนี้ไว้แล้ว การที่เจ้าหนี้ได้รับแผนฟื้นฟูกิจการย่อม
แสดงว่าเจ้าหนี้ได้รู้ถึงการจัดกลุ่มตั้งแต่วันดังกล่าวแล้ว หากเจ้าหนี้
ประสงค์ที่จะคัดค้านเพราะเห็นว่าการจัดกลุ่มเจ้าหนี้ไม่ได้เป็นไป
ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/42 ทวิ
วรรคหนึ่ง เจ้าหนี้ก็ต้องยื่นคำร้องขอต่อศาลภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่
ได้รู้ถึงการจัดกลุ่ม ถ้ามีพฤติการณ์พิเศษที่เจ้าหนี้ไม่อาจยื่นคำร้อง
ขอได้ภายในกำหนดเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ก็อาจขอขยายเวลาได้
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบ
ด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดี
ล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 14 แต่เจ้าหนี้ก็หาได้ทำเช่นนั้นไม่
เมื่อเจ้าหนี้ยื่นคำร้องขอต่อศาลในวันที่ 22 มกราคม 2544 จึงพ้น
กำหนดเวลาที่อาจยื่นคำร้องขอต่อศาลได้ตามพระราชบัญญัติ
ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/42 ทวิ วรรคสอง
ศาลล้มละลายกลางมิได้มีคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมใน
ชั้นพิจารณาให้ความเห็นชอบแผนฟื้นฟูกิจการเป็นการไม่ชอบด้วย
ข้อกำหนดคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 ข้อ 24

4823/2545
ในการขอแก้แผนนั้น เจ้าหนี้จะต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ. ล้มละลายฯ มาตรา
90/45 และการที่ศาลจะพิจารณาแผนที่มีการแก้ไขแล้วได้นั้น แผนที่มีการแก้ไข
แล้วจะต้องผ่านการยอมรับจากการที่ประชุมเจ้าหนี้มาแล้วตาม พ.ร.บ. ล้มละลายฯ
มาตรา 90/46 แต่การที่กฎหมายกำหนดให้ศาลเข้ามามีบทบาทในการควบคุมดูแล
การฟื้นฟูกิจการเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่บุคคลที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายนั้น เมื่อได้คำนึง
ถึงเพื่อประโยชน์ในการฟื้นฟูกิจการหรือเพื่อให้การฟื้นฟูกิจการดำเนินการต่อไปได้
ทั้งกรณีมีเหตุจำเป็นและสมควร ศาลมีอำนาจสั่งให้รับคำขอแก้ไขแผนที่ยื่นล่วงเลย
ระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้เพื่อให้ที่ประชุมเจ้าหนี้พิจารณาก่อนที่ศาลจะมีคำสั่ง
เห็นชอบด้วยแผนหรือไม่ ได้
พ.ร.บ. ล้มละลายฯ มาตรา 90/27 และ 90/60 ประสงค์ให้มูลหนี้ที่อาจ
ขอรับชำระหนี้ได้ทุกประเภทที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการเข้ามาอยู่
ในระบบการฟื้นฟูกิจการทั้งหมด แม้ว่าหนี้นั้นจะเป็นภาษีอากรก็ตาม เพื่อให้หนี้สิน
ของลูกหนี้ที่มีอยู่แล้วได้รับการชำระสะสางภายใต้กรอบของแผนฟื้นฟูกิจการให้เสร็จไป
นอกจากนี้กรณีใดที่ พ.ร.บ. ล้มละลายฯ ต้องการให้มูลหนี้ภาษีอากรมีสิทธิเหนือ
เจ้าหนี้ธรรมดาหรือคุ้มครองสิทธิของเจ้าหนี้ภาษีอากรเป็นพิเศษ กฎหมาย
ก็จะบัญญัติไว้ชัดแจ้ง เมื่อกฎหมายไม่ได้ให้สิทธิหรือคุ้มครองแก่เจ้าหนี้ภาษีอากร
ในมูลหนี้ซึ่งเกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการเป็นพิเศษ ภายใต้บังคับ
ของมาตรา 90/58 (2) ประกอบด้วยมาตรา 130 (6) สิทธิของเจ้าหนี้ภาษี
อากรจึงมีฐานะเช่นเดียวกับเจ้าหนี้อื่น ทั้งอื่น พ.ร.บ. ล้มละลายฯ หมวด 3/1
ว่าด้วยกระบวนการพิจารณาเกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ได้บัญญัติผลของ
การที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนไว้เป็นการเฉพาะโดยชัดแจ้งแล้วตามมาตรา
90/60 วรรคหนึ่ง จึงไม่อาจนำมาตรา 56 ในเรื่องผลของการประนอมหนี้
ก่อนล้มละลายมาใช้โดยอนุโลมได้

7093/2545
ผู้คัดค้านเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดของ หจก. ป. และ หจก.
ดังกล่าว ได้ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ย่อมมี
อำนาจยื่นคำร้องขอให้ผู้คัดค้านล้มละลายตามห้างได้ เนื่องจากผู้คัดค้านต้องรับผิด
ในบรรดาหนี้ของห้างโดยไม่จำกัดจำนวนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1070, 1077 (2)
ผู้คัดค้านจึงไม่อาจต่อสู้คดีหรือนำสืบว่าตนมีทรัพย์สินพอที่จะชำระหนี้ของ หจก. ป.
หรือพิสูจน์ว่าตนมิใช่เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว
เดิมโจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของ หจก. ป. และผู้คัดค้าน
เด็ดขาด โดยอ้างว่ามีหนี้สินล้นพ้นตัว ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยจึงมีว่า หจก. ป. และ
ผู้คัดค้านมีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่ ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของห้างเด็ดขาด แต่
ยกฟ้องผู้คัดค้านโดยวินิจฉัยว่ามีเหตุอันสมควรที่จะไม่ให้ผู้คัดค้านล้มละลาย ต่อมา
ศาลพิพากษาให้ห้างดังกล่าวล้มละลาย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงยื่นคำร้องขอให้
ผู้คัดค้านล้มละลายตาม พ.ร.บ. ล้มละลายฯ มาตรา 89 ซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
อาจมีคำขอโดยทำเป็นคำร้องให้บุคคลซึ่งนำสืบได้ว่าเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัด
ความรับผิดในห้างหุ้นส่วนนั้นล้มละลายได้ โดยไม่ต้องฟ้องเป็นคดีขึ้นใหม่ ประเด็น
ที่ต้องวินิจฉัยจึงมีว่า ผู้คัดค้านเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดหรือไม่
ประเด็นที่วินิจฉัยจึงอาศัยเหตุต่างกัน การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำร้อง
ดังกล่าวจึงมิใช่ฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 ประกอบ พ.ร.บ. ล้มละลายฯ
มาตรา 153
เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ผู้คัดค้านร่วมกับ หจก. ป. ชำระหนี้แก่โจทก์
และโจทก์ยื่นฟ้องห้างดังกล่าวเป็นคดีล้มละลาย ซึ่งยังไม่พ้นกำหนดเวลา 10 ปี
นับแต่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีแพ่ง ย่อมมีผลทำให้อายุความแห่งสิทธิ
เรียกร้องในหนี้ตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดสะดุดหยุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา
193/14 (2) เมื่อ หจก. ป. ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ผู้คัดค้านในฐานะ
เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด ก็ต้องร่วมรับผิดในหนี้สินของห้างซึ่งเป็น
วิธีจัดการเพื่อรวบรวมทรัพย์สินของห้างชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ของห้างตามอำนาจ
หน้าที่ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์โดยชอบ คำร้องของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
จึงไม่ขาดอายุความ
กรณีที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ร้องขอให้ผู้คัดค้านล้มละลายในฐานะเป็น
หุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด เมื่อห้างถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว
ศาลย่อมมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของผู้คัดค้านซึ่งเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด
เด็ดขาดแล้วพิพากษาให้ล้มละลายตามห้างนั้นได้ตาม พ.ร.บ. ล้มละลายฯ มาตรา
89 โดยไม่จำต้องวินิจฉัยตาม พ.ร.บ. ล้มละลายฯ มาตรา 9

698/2546
แผนซึ่งศาลมีคำสั่งเห็นชอบแล้วมีผลผูกมัดเจ้าหนี้ซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ใน
การฟื้นฟูกิจการได้ และเจ้าหนี้ซึ่งมีสิทธิได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการในอันที่
จะถูกปรับลดหรือเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขในการชำระหนี้ อีกทั้งเมื่อได้ดำเนินการเป็น
ผลสำเร็จตามแผน และศาลมีคำสั่งให้ยกเลิกการฟื้นฟูกิจการแล้ว มีผลให้ลูกหนี้
หลุดพ้นจากหนี้ทั้งปวงซึ่งอาจจะขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ เว้นแต่หนี้ซึ่ง
เจ้าหนี้ที่อาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการจะได้ขอรับชำระหนี้ไว้แล้ว เช่นนี้การ
ยกเลิกการฟื้นฟูกิจการยังคงมีผลให้ลูกหนี้ต้องรับผิดชำระหนี้ตามที่กำหนดไว้ใน
แผนฟื้นฟูกิจการโดยชำระหนี้ส่วนที่ขาดอยู่ไม่ครอบถ้วนตามแผนต่อไป คำสั่ง
เห็นชอบด้วยแผนจึงมีผลกระทบต่อส่วนได้เสียของเจ้าหนี้โดยตรง ดังนั้น การที่ศาลมี
คำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการเนื่องจากผู้บริหารแผนได้ดำเนินการตามแผนครบถ้วน
แล้วตาม พ.ร.บ. ล้มละลายฯ มาตรา 90/70 ซึ่งเป็นคำสั่งที่สืบเนื่องจากคำสั่ง
เห็นชอบด้วยแผน จึงไม่ทำให้สิทธิในการอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ที่มีอยู่แล้วต้องเสียไป
การที่เจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้จำนวนเท่าใด อย่างไร ย่อมเป็นไปตามแผน
ฟื้นฟูกิจการซึ่งศาลมีคำสั่งเห็นชอบแล้ว เช่นนี้เมื่อผู้บริหารแผนมีอำนาจหน้าที่
ในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ ผู้บริหารแผนจึงต้องชำระหนี้ให้แก่
บรรดาเจ้าหนี้ทั้งหลายตามคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนและแผนฟื้นฟูกิจการนั้นจนกว่า
จะครบถ้วน การที่แผนกำหนดให้เจ้าหนี้แต่ละรายต้องทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้าง
หนี้ต่างหากจากข้อกำหนดในแผน ข้อกำหนดดังกล่าวย่อมขัดต่อ พ.ร.บ. ล้มละลายฯ
ส่วนที่ว่าด้วยการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้อันเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย
ของประชาชนและตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 แต่สัญญา
ปรับปรุงโครงสร้างหนี้มีเนื้อหาส่วนใหญ่ทำนองเดียวกับแผนฟื้นฟูกิจการและได้
กำหนดรายละเอียดปลีกย่อยบางส่วนเพื่อความสะดวกในการปฏิบัติระหว่างเจ้าหนี้
กับลูกหนี้ในอนาคตเท่านั้น หาได้ก่อให้เกิดหรือเปลี่ยนแปลงสิทธิและหน้าที่
ที่ลูกหนี้และเจ้าหนี้ทั้งหลายมีอยู่ต่อกันตามแผนแต่อย่างใดไม่ และเหตุที่แผน
กำหนดให้จัดทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้เพราะเจ้าหนี้ส่วนใหญ่ที่เห็นชอบด้วย
แผนเห็นว่า จะเป็นประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งหมดที่จะได้เกิดความมั่นใจในภาระผูกพัน
ของลูกหนี้ที่จะต้องชำระแก่เจ้าหนี้ภายหลังที่ศาลมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการแล้ว
เช่นนี้ ข้อกำหนดเรื่องการจัดทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ จึงมิใช่สาระสำคัญ
ของแผนเป็นเพียงรายละเอียดปลีกย่อย ส่วนที่แผนกำหนดเงื่อนไขบังคับก่อนว่า
เจ้าหนี้จะได้ชำระหนี้ตามแผนต่อเมื่อได้ลงนามในสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้แล้วนั้น
เงื่อนไขดังกล่าวจึงขัดต่อ พ.ร.บ. ล้มละลายฯ ย่อมตกเป็นโมฆะเช่นเดียวกัน แต่
มีคำสั่งให้ยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ จึงถือได้ว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องกับแผนมิได้ถือเอา
เงื่อนไขบังคับก่อนดังกล่าวเป็นข้อสำคัญ แม้ว่าข้อกำหนดในแผนจะตกไปบางส่วน
แต่ข้อกำหนดในแผนส่วนที่เหลือก็ใช้บังคับได้ เมื่อเนื้อหาของแผนที่คงเหลืออยู่
ยังคงมีสาระสำคัญเพียงพอในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้จึงถือว่าแผนมีรายการครบถ้วน
ตาม พ.ร.บ. ล้มละลายฯ มาตรา 90/42 ประกอบมาตรา 90/58 วรรคสอง
เมื่อแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้มีรายการครบถ้วนตาม พ.ร.บ. ล้มละลายฯ
มาตรา 90/42 ข้อเสนอในการชำระหนี้ไม่ขัดต่อมาตรา 90/42 ตรี และกรณีมติ
ยอมรับแผนเป็นมติพิเศษตามมาตรา 90/46 (2) ข้อเสนอในการชำระหนี้ตาม
แผนเป็นไปตามลำดับที่ พ.ร.บ. ล้มละลายฯ มาตรา 130 บัญญัติไว้แล้ว ทั้งเมื่อ
การดำเนินการตามแผนสำเร็จจะทำให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ไม่น้อยกว่ากรณีที่ศาล
มีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย ประกอบกับการเห็นชอบด้วยแผนจะทำให้กิจการ
ของลูกหนี้ดำเนินการต่อไปได้ อันเป็นประโยชน์แก่พนักงานของลูกหนี้ เจ้าหนี้
ผู้ถือหุ้น ตลอดจนประชาชนทั่วไป และเศรษฐกิจของประเทศชาติโดยส่วนรวม อีกทั้ง
เป็นการรักษาองค์กรทางธุรกิจไว้ด้วยคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนจึงชอบด้วยกฎหมาย

1350/2546
พ.ร.บ. ล้มละลายฯ มาตรา 61 บัญญัติบังคับให้ศาลพิพากษาให้ลูกหนี้
ล้มละลายทันทีเมื่อได้ดำเนินคดีมาตามขั้นตอนของมาตรานี้ครบถ้วนแล้ว ศาลจะ
งดพิพากษา หรือรอการพิพากษา หรือพิพากษาเป็นอย่างอื่นไม่ได้ และกฎหมาย
มีเจตนารมณ์ให้ขอประนอมหนี้ก่อนล้มละลายได้เพียงครั้งเดียว หากจำเลยจะขอ
ประนอมหนี้อีกก็ชอบที่จะเสนอคำขอได้ในตอนหลังเมื่อศาลพิพากษาให้จำเลย
ล้มละลายแล้ว ดังนั้น การที่จำเลยยื่นคำขอประนอมหนี้ก่อนล้มละลายเข้ามาอีก
อ้นมิใช่เป็นการขอแก้ไขคำประนอมหนี้ตามมาตรา 47 และเป็นการพ้นระยะ
เวลาตามมาตรา 45 แล้ว การยื่นคำขอประนอมหนี้ก่อนล้มละลายอีกครั้งจะทำให้
คดีล้มละลายไม่อาจดำเนินไปได้โดยรวดเร็ว ผิดวัตถุประสงค์ของกฎหมายล้มละลาย
จึงเป็นการไม่ชอบ

3704/2546
การที่แผนฟื้นฟูกิจการกำหนดให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นความรับผิดไปเสียทีเดียว
โดยมิได้คำนึงว่าเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ครบถ้วนแล้วหรือไม่ และกำหนดให้เจ้าหนี้
บางกลุ่มได้รับชำระหนี้เพียงบางส่วน ข้อกำหนดดังกล่าวจึงขัดต่อ พ.ร.บ. ล้มละลายฯ
มาตรา 90/60 วรรคสอง อันเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน
ข้อกำหนดดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150
การจะพิจารณาว่ามีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลายตาม พ.ร.บ. ล้มละลายฯ
มาตรา 14 หรือไม่นั้น จะต้องพิจารณาเหตุเฉพาะตัวของจำเลยในคดีล้มละลาย
คนนั้น ๆ การที่จำเลยที่ 2 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการของ
จำเลยที่ 1 เป็นมติของที่ประชุมเจ้าหนี้ที่ไว้วางใจให้จำเลยที่ 2 บริหารแผนซึ่ง
เป็นเรื่องของการฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 และเป็นเรื่องในอนาคตซึ่งไม่มีความ
แน่นอน ดังนั้น ลำพังเพียงการที่จำเลยที่ 2 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้บริหารแผน
ยังไม่มีเหตุเพียงพอที่จะถือว่าเป็นเหตุอื่นที่ไม่สมควรให้จำเลยที่ 2 ล้มละลาย

3960/2546
ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ น. เข้าสวมสิทธิเป็นโจทก์แทนโจทก์เดิม
เป็นเวลาภายหลังจากที่ศาลล้มละลายกลางสั่งรับฎีกาของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
คดีจึงอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลาย จึงเป็นอำนาจ
ของศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายที่จะสั่งคำร้องของ น. ที่จะเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความ
แทนโจทก์ ศาลล้มละลายกลางไม่มีอำนาจสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ น. เข้าสวม
สิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์
มูลหนี้ตามคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้เป็นหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินและ
สัญญาขายลดตั๋วเงินซึ่งอาจใช้สิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระเงินตามสิทธิที่เจ้าหนี้
ผู้เป็นโจทก์มีอยู่ตามตราสารและสัญญาตั้งแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2532 แต่เจ้าหนี้
ผู้เป็นโจทก์กลับนำหนี้ที่มีอยู่มาฟ้องลูกหนี้เป็นคดีล้มละลายเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม
2543 จึงขาดอายุความฟ้องร้องในมูลหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินที่มีกำหนดเวลา 3 ปี
และมูลหนี้ตามสัญญาขายลดตั๋วเงินที่มีกำหนดเวลา 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา
1001 และมาตรา 193/30 แล้ว แม้ศาลล้มละลายกลางจะได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์
ของลูกหนี้เด็ดขาดโดยมิได้มีการยกเหตุเรื่องอายุความขึ้นมาพิจารณาวินิจฉัย
ยกฟ้องโจทก์ก็ตาม ก็หาใช่ว่าศาลล้มละลายกลางได้วินิจฉัยยอมรับรองว่าเป็นหนี้
ที่อาจขอรับชำระหนี้ได้ไม่ อีกทั้งกระบวนพิจารณาคดีล้มละลายตาม พ.ร.บ.
ล้มละลายฯ มาตรา 27 ในส่วนของการขอรับชำระหนี้เป็นกระบวนพิจารณาที่แยก
ต่างหากจากกระบวนพิจารณาคดีและมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้ เมื่อบทบัญญัติใน
มาตรา 91, 94, 106, 107 และ 108 ได้ให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
และศาลที่จะต้องพิจารณาในชั้นขอรับชำระหนี้อีกครั้งหนึ่งด้วยว่าหนี้ที่เจ้าหนี้
แต่ละรายยื่นคำขอรับชำระหนี้ เป็นหนี้ที่ขอรับชำระหนี้ได้หรือไม่ แม้หนี้ที่เจ้าหนี้
ขอรับชำระหนี้มานั้นจะเป็นหนี้ที่เจ้าหนี้นำมากล่าวอ้างฟ้องเป็นคดีล้มละลายจนศาลมี
คำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดแล้วก็ตาม แต่ก็หาผูกพันเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
หรือศาลให้จำต้องถือตามไม่ เมื่อหนี้ที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ที่ขาดอายุความ
จึงต้องห้ามมิให้ขอรับชำระหนี้ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย ฯ มาตรา 94 (1)

4636/2546

5189/2546
คดีล้มละลายเป็นคดีที่ฟ้องให้จัดการทรัพย์สินของบุคคลผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว
เพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งหลาย การพิจารณาคดีล้มละลายไม่มีวัตถุประสงค์
เพื่อจะชี้ขาดหรือพิพากษาบังคับให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์โดยเฉพาะ จึงย่อมผิด
แผกแตกต่างกับการพิจารณาคดีแพ่งสามัญ โดย พ.ร.บ. ล้มละลายฯ มาตรา 9,
10, 14 มีประเด็นที่สำคัญว่า จำเลยซึ่งถูกฟ้องขอให้ล้มละลายเป็นผู้มีหนี้สิน
ล้นพ้นตัวและเป็นหนี้โจทก์จำนวนแน่นอนไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท สำหรับ
จำเลยซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา หรือไม่น้อยกว่า 2,000,000 บาท สำหรับจำเลยซึ่งเป็น
นิติบุคคลหรือไม่ หากศาลพิจารณาได้ความจริงศาลจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของ
จำเลยเด็ดขาด แต่ถ้าไม่ได้ความจริงหรือแม้ได้ความจริงว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว
หากแต่จำเลยนำสืบได้ว่าอาจชำระหนี้ได้ทั้งหมดหรือมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลย
ล้มละลายศาลจะต้องพิพากษายกฟ้อง จึงเห็นได้ว่าในการพิจารณาคดีล้มละลาย
ศาลจะมีคำสั่งหรือคำพิพากษาได้เพียง 2 ประการ คือ มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด
หรือพิพากษายกฟ้อง บทบัญญัติดังกล่าวไม่เปิดช่องให้ศาลมีคำวินิจฉัยในประเด็น
อื่นนอกเหนือจากที่กล่าวไว้ จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะฟ้องแย้งให้ศาลมีคำพิพากษา
ให้โจทก์กระทำหรือไม่กระทำการใดได้อีกเพราะเป็นเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม
คดีนี้ตามคำให้การของจำเลยที่ 3 และที่ 4 กล่าวโดยชัดแจ้งว่าขอปฏิเสธหนี้สินที่
โจทก์ทั้งสามอ้างตามสัญญารับผิดชดใช้หนี้เพราะเป็นสัญญาปลอม ซึ่งมีประเด็นที่
โจทก์ทั้งสามจะต้องนำสืบถึงหนี้สินตามที่อ้างในคำฟ้อง และหากศาลพิจารณาแล้ว
เชื่อว่าสัญญารับผิดชดใช้หนี้เป็นสัญญาปลอมดังที่จำเลยให้การต่อสู้ ศาลก็ต้อง
พิพากษายกฟ้องสถานเดียว เมื่อเป็นเช่นนี้จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4 จึงไม่มีสิทธิ
ฟ้องแย้งขอให้ศาลพิพากษาว่าสัญญารับผิดชดใช้หนี้เป็นสัญญาปลอม

7031/2546

94/2547
ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีก่อนให้จำเลยในคดีดังกล่าวดำเนินการยื่นคำขอจด
ทะเบียนเปลี่ยนแปลงแก้ไขชื่อจำเลยที่ 3 ออกจากการเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1
ต่อนายทะเบียนกรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์ หากจำเลยในคดีดังกล่าวไม่ปฏิบัติ
ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ดังนั้น จำเลยที่ 3 จะพ้นจากการเป็นหุ้นส่วน
ผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ได้ต่อเมื่อนายทะเบียนได้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงแก้ไขชื่อจำเลย
ที่ 3 ออกจากการเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการแล้วเพราะการเป็นนิติบุคคลและอำนาจของผู้แทน
นิติบุคคล นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจะต้องแต่งย่อรายการซึ่งได้ลงทะเบียนส่งไปลงพิมพ์
โฆษณาในราชกิจจานุเบกษาและถือเป็นอันรู้แก่บุคคลทั้งปวงตาม ป.พ.พ.มาตรา 1021 และ
1022 หาใช่จำเลยที่ 3 ออกจากการเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 นับแต่วันที่ศาล
อุทธรณ์มีคำพิพากษาไม่ ดังนั้น เมื่อในขณะที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 3 เป็นคดีนี้จำเลยที่ 3
ยังเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 อยู่ จำเลยที่ 3 จึงหาหลุดพ้นจากความรับผิดในหนี้
ของจำเลยที่ 1 ไม่ แต่ต้องร่วมรับผิดบรรดาหนี้ของจำเลยที่ 1 โดยไม่จำกัดจำนวนตาม
ป.พ.พ. มาตรา 1070 และ 1077 (2)
เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 เด็ดขาดและโจทก์
ได้มีคำขอท้ายฟ้องให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยทั้งสามเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็น
บุคคลล้มละลายตาม พ.ร.บ. ล้มละลายฯ แล้ว ถือได้ว่าโจทก์ได้มีคำขอให้จำเลยที่ 3 ซึ่ง
เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการจำเลยที่ 1 และเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดล้มละลายได้
ตามพ.ร.บ. ล้มละลายฯ มาตรา 89 โดยไม่จำต้องคำนึงว่าจะได้มีการแจ้งการประเมินให้
จำเลยที่ 3 ทราบแล้วหรือไม่

2349/2547
ตาม พ.ร.บ. ล้มละลายฯ มาตรา 22 ถึงมาตรา 25 เมื่อศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์โจทก์
แล้ว กฎหมายบัญญัติห้ามมิให้โจทก์กระทำการใดๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของตน โดยให้
เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นผู้มีอำนาจจัดการเกี่ยวกับทรัพย์สินของโจทก์ รวมทั้งการ
ดำเนินคดีฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีใดๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของโจทก์เท่านั้น และถึงแม้โจทก์
สิ้นสภาพบุคคลและเป็นคดีความผิดอันยอมความกันได้ก็ตาม ก็หาได้มีกฎหมายบัญญัติว่า
ในคดีอาญานั้น เมื่อโจทก์สิ้นสภาพบุคคลหรือตายแล้วให้คดีอาญาระงับไปไม่ คงมีแต่คดี
อาญาเลิกกันและสิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับตาม ป.วิ.อ. มาตรา 37 และมาตรา 39 กับ
คดีเลิกกันตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ มาตรา 7 เท่านั้น คดีนี้เป็น
คดีอาญาอยู่ในระหว่างรออ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คำพิพากษาของศาลชั้นต้นยังอยู่จะนำ
ป.วิ.พ. มาตรา 132 (3) มาใช้บังคับมิได้ เมื่อโจทก์มิได้ถอนคำร้องทุกข์ ถอนฟ้องหรือ
ยอมความกันหรือมีเหตุทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับ และจำเลยทั้งสองมิได้นำเงิน
ตามจำนวนในเช็คมาชำระภายในสามสิบวัน นับแต่ได้รับหนังสือจากผู้ทรงว่าธนาคารไม่ใช้
เงินตามเช็คหรือมูลหนี้ที่ออกเช็คสิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด จำเลย
ทั้งสองจะขอให้ศาลจำหน่ายคดีหาได้ไม่


2450/2547
การใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ในคดีพื้นฟูกิจการ พ.ร.บ. ล้มละลายฯ มาตรา 90/33
บัญญัติว่า "ถ้าเจ้าหนี้ซึ่งมีสิทธิขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการเป็นลูกหนี้ในเวลาที่มี
คำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ เจ้าหนี้นั้นอาจใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ได้ เว้นแต่เจ้าหนี้ได้ใช้สิทธิ
เรียกร้องต่อลูกหนี้ที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ "บทบัญญัติด้งกล่าวเป็นบทบัญญัติที่
ใช้กรณีที่เจ้าหนี้ซึ่งมีสิทธิขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการขอใช้สิทธิหักกลบลบหนี้โดย
เฉพาะ หมายความว่า ถ้าเจ้าหนี้กับลูกหนี้ผู้ถูกฟื้นฟูกิจการต่างเป็นหนี้ซึ่งกันและกัน
อยู่ในเวลาที่มีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ เจ้าหนี้นั้นอาจใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ได้ อันจะยังผล
ให้หนี้ในส่วนนั้นระงับไป สำหรับข้อยกเว้นสำคัญคือเจ้าหนี้จะต้องไม่ได้สิทธิเรียกร้อง
ให้ลูกหนี้ชำระหนี้ภายหลังที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการแล้ว ส่วนข้อความ"...ในเวลาที่
มีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ..." ในมาตราดังกล่าวก็คือในวันที่มีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการนั่นเองหา
ได้มีความหมายเลยไปถึงช่วงเวลาหลังที่ศาลได้มีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ เพราะหนี้ประเภท
ใดบ้างที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนถึงวันที่ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ทำแผน
ที่เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้โดยไม่ต้องขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการนั้น มาตรา
90/27 วรรคสาม ได้บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ คดีนี้เมื่อเจ้าหนี้เป็นหนี้ลูกหนี้ในเงินที่
ลูกหนี้มีสิทธิได้รับคืนภาษีมูลค่าเพิ่มภายหลังเวลาที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ กรณี
จึงไม่ใช่เจ้าหนี้กับลูกหนี้ต่างเป็นหนี้ซึ่งกันและกันอยู่ในเวลาที่มีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ
เจ้าหนี้ย่อมไม่อาจใช้สิทธิขอหักกลบลบหนี้สำหรับหนี้ดังกล่าวได้

7152/2547
การยื่นขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ กฎหมายกำหนดขั้นตอนไว้ชัดแจ้งว่าเจ้า
หนี้ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือไม่ก็ตามต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้า
พนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในหนึ่งเดียวนับแต่วันโฆษณาคำสั่งตั้งผู้ทำแผนตาม พ.ร.บ.
ล้มละลายฯ มาตรา 90/26 วรรคหนึ่ง หลังจากนั้นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะเป็นผู้
พิจารณาคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้แล้วมีคำสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับ
ชำระหนี้ตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในมาตรา 90/32 วรรคหนึ่งหรือวรรคสอง หากเจ้า
หนี้ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ก็มีอำนาจที่จะยื่นคำร้องคัดค้าน
คำสั่งต่อศาลได้ภายในสิบสี่วันนับแต่วันที่ทราบคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตาม
ที่บัญญัติไว้ในมาตรา 90/32วรรคสาม ดังนั้น เจ้าหนี้จะยื่นคำร้องต่อศาลเกี่ยวกับการ
ขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ต้องเป็นกรณีคัดค้านคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์
ทรัพย์ที่มีคำสั่งเกี่ยวกับคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้แล้วเจ้าหนี้ไม่เห็นด้วย เจ้าหนี้ไม่
อาจยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ไต่สวนคำร้องของเจ้าหนี้หรือมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ยื่น
คำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เพื่อให้เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ตาม
ที่ยื่นคำร้อง โดยเจ้าหนี้ยังไม่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และ
เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยังมิได้มีคำสั่งใดอันเป็นการโต้แย้งสิทธิของเจ้าหนี้อันเจ้าหนี้
จะใช้สิทธิคัดค้านต่อศาลตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 90/32 วรรคสาม แม้เจ้าหนี้จะอ้างว่า
ลูกหนี้ปิดบังมิได้แจ้งให้เจ้าหนี้ทราบว่าลูกหนี้ได้ยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการเจ้าหนี้ก็ยัง
คงต้องยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และหากเจ้าหนี้ได้รับความ
เสียหายโดยการกระทำหรือคำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เจ้าหนี้ก็ชอบที่
จะใช้สิทธิตามมาตรา 146 ต่อไป

3747/2547
ตาม พ.ร.บ. ล้มละลายฯ มาตรา 90/33 ให้สิทธิเจ้าหนี้หักกลบลบหนี้ได้ถ้าเจ้าหนี้
ซึ่งมีสิทธิขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการเป็นหนี้ลูกหนี้ในเวลาที่มีคำสั่งให้ฟื้นฟู
กิจการเว้นแต่เจ้าหนี้ได้ใช้สิทธิเรียกร้องต่อลูกหนี้ภายหลังที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ
ดังนี้ เมื่อผู้คัดค้านเป็นเจ้าหนี้มีสิทธิขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และ
ลูกหนี้มีเงินฝากอยู่กับผู้คัดค้าน โดยผู้คัดค้านรับฝากเงินไว้ก่อนที่ศาลมีคำสั่งให้
ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เงินฝากดังกล่าวตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้คัดค้านตั้งแต่มีการ
ฝากเงิน ลูกหนี้ผู้ฝากเงินมีสิทธิที่จะถอนเงินฝากไปได้ และผู้คัดค้านมีหน้าที่ต้องคืน
เงินให้ครบตามจำนวนที่ขอถอน จึงเป็นกรณีที่ผู้คัดค้านกับลูกหนี้ต่างเป็นหนี้ซึ่งกัน
และกันอยู่ในเวลาที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการแม้หนี้ที่ผู้คัดค้านมีสิทธิได้รับชำระหนี้
จะถูกกำหนดให้ได้รับชำระตามเงื่อนไขหรือเงื่อนเวลาตามแผนฟื้นฟูกิจการ ก็ยังอาจ
หักกลบลบหนี้ได้เนื่องจากการขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ มาตรา 90/27 บัญญัติ
ให้ผู้คัดค้านซึ่งเป็นเจ้าหนี้อาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ ถ้ามูลหนี้ได้เกิดขึ้น
ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการแม้ว่าหนี้นั้นยังไม่ถึงกำหนดชำระหนี้หรือมีเงื่อนไข
ก็ตาม และแม้ผู้คัดค้านแสดงเจตนาหักกลบลบหนี้ต่อลูกหนี้ภายหลังจากที่ประชุม
เจ้าหนี้มีมติยอมรับแผนฟื้นฟูกิจการแต่เป็นช่วงเวลาก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งเห็นชอบด้วย
แผน ซึ่งเจ้าหนี้ยังไม่ถูกผูกมัดให้ได้รับชำระหนี้ตามเงื่อนไขหรือเงื่อนเวลาที่กำหนด
ไว้ในแผนตามมาตรา 90/60 วรรคหนึ่ง ผู้คัดค้านจึงมีสิทธิหักกลบลบหนี้ได้

8443/2547
ในคดีล้มละลายนั้นเจ้าหนี้มีประกันจะยื่นคำขอรับชำระหนี้หรือไม่ก็ได้ แต่ต้องให้
เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตรวจตราทรัพย์สินอันเป็นหลักประกัน ซึ่งตาม พ.ร.บ.
ล้มละลายฯ มาตรา 95 กำหนดให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตรวจดูทรัพย์สินอันเป็น
หลักประกันเท่านั้นมิได้บังคับให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ต้องดำเนินการยึดและขาย
ทอดตลาดทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันให้แก่เจ้าหนี้มีประกันเสมอไป ซึ่งการตรวจดู
ทรัพย์สินตามมาตรา 95 นั้นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะกระทำด้วยการสอบสวนหรือ
ขอมติที่ประชุมเจ้าหนี้ตามคำสั่งของอธิบดีกรมบังคับคดีก็ได้ ถ้าปรากฏว่าทรัพย์สินอัน
เป็นหลักประกันมีราคามากกว่าจำนวนหนี้ ราคาส่วนที่เกินจำนวนหนี้ย่อมเป็นทรัพย์สิน
ในคดีล้มละลายอันอาจแบ่งแก่เจ้าหนี้ได้ ซึ่งเป็นอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
ที่จะรวบรวมจัดการตามมาตรา 22 และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจขายตามวิธี
การที่สะดวกและเป็นผลดีที่สุดตามมาตรา 123 ในกรณีเช่นนี้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
จึงมีหน้าที่ต้องดำเนินการยึดทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันออกขายตามคำร้องของเจ้า
หนี้ จะสั่งงดดำเนินการและให้เจ้าหนี้ไปดำเนินการตามกฎหมายอื่นไม่ได้ แต่ถ้าปรากฏ
ว่าจำนวนหนี้ที่ท่วมราคาทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันและไม่มีกรณีต้องร้องขอให้เพิก
ถอนการฉ้อฉลหรือกระทำการใดแล้ว ประกอบกับที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติไม่ประสงค์จะ
ดำเนินการต่อทรัพย์สินอันเป็นหลักประกัน เนื่องจากเห็นว่าจำนวนหนี้ค้างชำระท่วม
ราคาทรัพย์สินอันเป็นหลักประกัน การบังคับคดีต่อทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันไม่มี
ประโยชน์ต่อกองทรัพย์สินของลูกหนี้แต่อย่างใด ที่ผู้คัดค้านมีคำสั่งงดดำเนินการต่อ
ทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันตามมติที่ประชุมเจ้าหนี้จึงชอบแล้ว

471/2548

1620/2548

1706/2548

4230/2548

4276/2548

2125/2548

คำสั่งศาลฎีกาที่ 591/2547
4651/2548





 จาก tui-na100.com
 ศุกร์, 17/3/2549
 เวลา :
23:10
 IP:

 

แก้ไข / ลบคำตอบ
 คำตอบที่ 2
       คำพิพากษาฎีกาวิแพ่ง ภาค ๑

คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๙๓๙/๔๐
การคิดค่าธรรมเนียมของเจ้าพนักงานบังคับคดีตามตาราง๕ ข้อ ๓ ท้าย ป.วิ.พ. ที่ระบุว่า เมื่อยึดทรัพย์สินซึ่งไม่ใช่ตัวเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายให้เสียค่าธรรมเนียมร้อยละ ๓ ครึ่งของราคาทรัพย์สินที่ยึดนั้น เหตุผลที่บัญญัติเช่นนี้เพราะโดยปกติผลจากการไปยึดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาจะได้มูลค่าทรัพย์สินน้อยกว่าจำนวนหนี้ที่จะต้องรับผิดในการบังคับคดี กฎหมายจึงบัญญัติให้คิดค่าธรรมเนียมตามราคาทรัพย์สินที่ยึดได้ ซึ่งจะเสียค่าธรรมเนียมน้อยกว่าจำนวนหนี้ที่จะต้องรับผิดในการบังคับคดี แต่กฎหมายมิได้คำนึงถึงกรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว หากได้มูลค่าทรัพย์สินเกินกว่าจำนวนหนี้ที่จะต้องรับผิดในการบังคับคดีจะให้ปฏิบัติในเรื่องการเสียค่าธรรมเนียมดังกล่าวเป็นประการใด และคงไม่ประสงค์จะให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาต้องเสียค่าธรรมเนียมมากกว่าจำนวนหนี้ที่จะต้องรับผิดในการบังคับคดีมิฉะนั้นจะเป็นการเสียค่าธรรมเนียมเกินกว่าที่พิพาทกันในคดีซึ่งย่อมไม่ถูกต้องการแปลความให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาต้องเสียค่าธรรมเนียมสูงกว่าจำนวนหนี้ที่จะต้องรับผิดในการบังคับคดีจึงไม่เป็นธรรมอย่างยิ่งแก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่ถูกยึดทรัพย์สิน ฉะนั้น กรณีที่ยึดทรัพย์สินซึ่งไม่ใช่ตัวเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่าย การเสียค่าธรรมเนียมร้อยละ ๓ ครึ่งของราคาทรัพย์สินที่ยึดนั้น จึงหมายถึงราคาทรัพย์สินที่ยึดซึ่งไม่เกินจำนวนหนี้ที่จะต้องรับผิดในการบังคับคดี

คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๑๒๗/๒๕๒๗
โจทก์จำเลยมีคดีพิพาทกันด้วยเรื่องสิทธิการเช่าที่ดินพิพาท
ต่อมาโจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยโจทก์ยอมให้จำเลยเช่าที่ดินพิพาทมีกำหนด ๑๐ ปี ศาลพิพากษาตามยอมคดีถึงที่สุดแล้ว คำพิพากษานั้นมีผลผูกพันคู่ความตาม ป.ว.พ.ม.๑๔๕ วรรคแรก เมื่อสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งมีคำพิพากษาตามยอมระบุว่าจำเลยมีสิทธิที่จะอยู่ในที่เช่าต่อไปจนครบ ๑๐ ปี จำเลยย่อมได้สิทธิมาโดยผลแห่งคำพิพากษานั้นโดยสมบูรณ์ โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยให้มีผลบังคับผิดไปจากคำพิพากษาที่ผูกพันโจทก์อยู่ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการเช่าที่มีผลบังคับกันได้เพียง ๓ ปีตาม ป.พ.พ.ม.๕๓๘

คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๒๙๓/๒๕๔๗
คดีนี้หมายเรียกและสำเนาคำฟ้องได้ส่งให้แก่จำเลยที่ ๒ โดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอนรับ จึงมีผลเสมือนว่าเจ้าพนักงานศาลเป็นผู้ส่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๗๓ ทวิ เมื่อ ร. ซึ่งเป็นภรรยาของจำเลยที่ ๒ ซึ่งมีอายุเกิน ๒๐ ปี และอยู่บ้านเดียวกันได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องดังกล่าวเมื่อวันที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๔๖ ตามรายงานเจ้าหน้าที่และใบตอบรับในประเทศ ย่อมถือได้ว่ามีการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยที่ ๒ โดยชอบแล้ว
ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๗๖ วรรคหนึ่ง จำเลยที่ ๒ อาจยื่นคำให้การได้ภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันดังกล่าวตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๗ วรรคหนึ่ง ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ ๑๘ พฤษภาคม๒๕๔๖ การที่จำเลยที่ ๒ ยื่นคำให้การในวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๔๖ จึงเป็นการยื่นคำให้การเกินกำหนด ๑๕ วัน ซึ่งเป็นการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ทั้งการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยที่ ๒ โดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับเช่นนี้ หาใช่เป็นการส่งโดยวิธีอื่นตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๗๙ ไม่

คำพิพากษาฎีกาที่๓๑๙๑/๒๕๔๗
กรณีที่โจทก์จำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาลและศาลพิพากษาไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น มิใช่เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดอย่างคดีธรรมดาที่ต้องพิจารณาพยานหลักฐานของโจทก์จำเลยแล้วจึงพิพากษาชี้ขาดข้อพิพาท
ไปข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวจึงอาจมีผลไม่ตรงหรือเกินกว่าที่ปรากฏในคำฟ้องได้ ถ้าข้อตกลงนั้นเกี่ยวพันกับประเด็นแห่งคดีและไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายเพราะเป็นไป ตามข้อตกลงที่คู่ความต่างยอมผ่อนผันให้แก่กันจึงไม่ตกอยู่ในบังคับแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๒ ซึ่งต้องห้ามมิให้พิพากษาเกินคำขอหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ดังนั้นการที่ศาลพิพากษาไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งมีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดร้อยละ ๑๐ ต่อปี เกินกว่าร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ตามคำขอของโจทก์จึงหาเป็นการต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๒ และขัดต่อบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ.มาตรา๑๓๘ (๒) ไม่

คำพิพากษาฎีกาที่๑๒๔๒/๒๕๔๕
การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความนั้น ป.วิ.พ. มาตรา ๑๖๗ วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ศาลมีคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมด้วย แต่มิได้กำหนดว่าจะต้องสั่งคืนค่าฤชาธรรมเนียมให้แก่คู่ความทั้งหมดหรือไม่คืนหรือคืนบางส่วน แสดงว่ามีเจตนารมณ์ให้อยู่ในดุลพินิจของศาลที่จะมีคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมตามที่เห็นสมควรเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่คูความเป็นเรื่องๆไปตามความเหมาะสม ซึ่งต่างจากกรณีที่ศาลมีคำสั่งรับคำฟ้อง ป.วิ.พ. มาตรา๑๕๑ วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ศาลต้องมีคำสั่งให้คืนค่าฤชาธรรมเนียมศาลทั้งหมด หรือในกรณีที่มีการถอนฟ้องหรือมีการตัดสินยกคำฟ้องโดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องคดีใหม่หรือเมื่อคดีได้เสร็จเด็ดขาดลงโดยสัญญาหรือการประนีประนอมยอมความ ป.วิ.พ.
มาตรา ๑๕๑ วรรคสอง ก็บัญญัติให้ศาลมีอำนาจที่จะสั่งคืนค่าฤชาธรรมเนียมศาลทั้งหมดหรือบางส่วนแก่คู่ความได้
คดีนี้ได้มีการดำเนินกระบวนพิจารณาตั้งแต่โจทก์ยื่นฟ้องและจำเลยยื่น
คำให้การจนถึงมีการนัดสืบพยานโจทก์แล้ว แม้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีโจทก์
ออกจากสารบบความตาม พ.ร.บ. ล้มละลายฯ มาตรา ๒๕ อันถือเป็นผลของ
กฎหมายที่จำเลยถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดก็ตาม แต่ไม่อาจถือได้ว่าศาลชั้นต้นได้
ตรวจคำฟ้องของโจทก์แล้วมีเหตุให้ไม่รับคำฟ้องโจทก์ตั้งแต่ต้นอันจะทำให้ศาล
มีคำสั่งคืนค่าฤชาธรรมเนียมคือค่าขึ้นศาลทั้งหมดแก่โจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๕๑
วรรคหนึ่ง ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีโจทก์ออกจากสารบบความ โดยให้
ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยเป็นพับนั้น จึงชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา
๑๖๗ แล้ว ไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบที่จะถูกเพิกถอนตาม
มาตรา ๒๗ แต่การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีโจทก์ออกจากสารบบความมิใช่
เกิดจากการที่โจทก์ดำเนินกระบวนพิจารณาบกพร่อง หากแต่เกิดจากเหตุจำเลยถูก
พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ซึ่งโจทก์จะต้องเสียค่าธรรมเนียมในการยื่นคำขอรับชำระหนี้
ในคดีล้มละลายอีกตาม พ.ร.บ. ล้มละลายฯ มาตรา ๑๗๙ ที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจ
ไม่คืนค่าฤชาธรรมเนียมให้โจทก์เลยนั้น น่าจะเป็นภาระแก่โจทก์ที่ต้องรับผิดชำระ
ค่าฤชาธรรมเนียมซ้ำซ้อน คือ ค่าธรรมเนียมในการยื่นฟ้องคดีนี้ และค่าธรรมเนียม
ในการขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย ซึ่งเป็นหนี้จำนวนเดียวกันที่โจทก์เรียกร้อง
เอาแก่จำเลย และไม่แน่นอนว่าโจทก์จะได้รับเฉลี่ยชำระหนี้จากองทรัพย์สินของ
จำเลยในคดีล้มละลายเต็มตามจำนวนหนี้ที่จำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ จึง
สมควรให้คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นแก่โจทก์ทั้งหมด

คำพิพากษาฎีกาที่๑๒๔๔๕/๒๕๔๗
คดีนี้หมายเรียกและสำเนาคำฟ้องได้ส่งให้แก่จำเลยโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียน
ตอบรับ จึงมีผลเสมือนว่าเจ้าพนักงานศาลเป็นผู้ส่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๗๓ ทวิ ดังนั้น
เมื่อ อ. พนักงานของจำเลยซึ่งมีอายุ ๔๕ ปี และอยู่บ้านหรือสำนักงานเดียวกันได้รับ
หมายเรียกและสำเนาคำฟ้องเมื่อวันที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๔๕ ย่อมถือได้ว่ามีการส่งหมาย
เรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยโดยชอบแล้วตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๗๖ วรรคหนึ่ง และ
จำเลยอาจยื่นคำให้การได้ภายใน ๑๕ วัน นับแต่ดังกล่าวตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๗
วรรคหนึ่ง ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ ๙ ตุลาคม ๒๕๔๕ การที่จำเลยยื่นคำให้การวันที่ ๒๔
ตุลาคม ๒๕๔๕ จึงเกินกำหนด ๑๕ วัน ตามกฎหมายนั้น ทั้งการส่งหมายเรียกร้องและ
สำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับเช่นนี้ หาใช่เป็นการส่ง
โดยวิธีอื่นตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๗๙ ไม่

คำพิพากษาฎีกาที่๘๙๒๐/๒๕๔๗
เดิมศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องเพราะเหตุคดีโจทก์ขาดอายุความ แต่เมื่อโจทก์
อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่าคำให้การจำเลยมิได้แสดงเหตุแห่งการขาดอายุความ คดีไม่มี
ประเด็นเรื่องอายุความ จึงพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวน
พิจารณาในประเด็นข้ออื่นแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี เมื่อไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้ง
คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ประเด็นเรื่องอายุความจึงเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
ดังนั้น ศาลชั้นต้นจะต้องดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์จำเลยเฉพาะประเด็นอื่น
ที่ยังมิได้ดำเนินการเท่านั้น จำเลยไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การเพื่อให้เกิด
ประเด็นเรื่องอายุความขึ้นอีกเพราะเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ.
มาตรา ๑๔๔ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยแก้ไขคำให้การเกี่ยวกับประเด็น
เรื่องอายุความแล้วหยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยยกฟ้องและศาลอุทธรณ์พิพากษา
ยืนนั้น ย่อมไม่ชอบด้วยบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว
ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับคำสั่งศาลที่อนุญาตให้จำเลยแก้ไขคำให้การ
เป็นคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาล
๒๐๐ บาท ตามบัญชีท้าย ป.วิ.พ. ตาราง ๑ ข้อ ๒ (ก)

คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๔๘๓/๒๕๔๗
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้ปกครองผู้เยาว์ ผู้คัดค้านที่ ๑ ยื่นคำคัดค้าน
ขอให้ตั้งผู้คัดค้านที่ ๑ เป็นผู้ปกครองผู้เยาว์ ผู้คัดค้านที่ ๒ ยื่นคำร้องคัดค้านผู้คัดค้านที่ ๑
และขอให้ตั้งผู้คัดค้านที่ ๒ เป็นผู้ปกครองผู้เยาว์ แม้ตามคำร้องของผู้คัดค้านที่ ๒ จะใช้
ข้อความว่า ขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมโดยได้รับความยินยอมของโจทก์ (ผู้ร้อง) นั้น ก็เป็นกรณีที่
ผู้คัดค้านที่ ๒ ร้องสอดใช้สิทธิของตนเองเพื่อโต้แย้งกับผู้คัดค้านที่ ๑ ซึ่งเป็นการร้องขอ
เพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ตาม ป.วิ.พ.มาตรา
๕๗ (๑) มิใช่มาตรา ๕๗ (๒) จึงสามารถใช้สิทธิเสมือนว่าตนได้ฟ้องหรือถูกฟ้องเป็นคดีเรื่อง
ใหม่ตามมาตรา ๕๘ แม้ต่อมาผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ ๑ จะได้ยื่นคำร้องขอถอนคำร้องและ
คำคัดค้านและศาลจะได้สั่งจำหน่ายคดีของผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ ๑ จากสารบบความก็คง
มีผลเฉพาะคดีของผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ ๑ ไม่มีคำร้องและคำคัดค้านเดิมตามลำดับที่จะ
ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปเท่านั้น หามีผลให้คำร้องขอของผู้คัดค้านที่ ๒ ตกไปด้วยไม่

คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๕๐/๒๕๔๗
ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามโฉนดที่ดิน มีจำเลยที่ ๑ พ. และ ก. ถือ
กรรมสิทธิ์ร่วมกัน ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๕๘ ให้สันนิษฐานว่าเจ้าของรวมมีสิทธิ
จัดการทรัพย์สินรวมกัน และเจ้าของรวมคนอื่นๆ มีสิทธิใช้ทรัพย์สินได้ แต่การใช้นั้นต้อง
ไม่ขัดต่อสิทธิแห่งเจ้าของรวมคนอื่นๆ ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๖๐ ตราบใดที่ยังไม่มีการ
แบ่งแยกที่ดินกันเป็นส่วนสัดการที่ผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์คนหนึ่งคนใดเข้าครอบครองส่วนหนึ่ง
ส่วนใดของที่ดินก็ต้องถือว่าครอบครองที่ดินส่วนนั้น ๆ ในฐานะเจ้าของรวมคนหนึ่ง
เท่านั้น หาก่อให้เริ่มเกิดสิทธิที่จะอ้างว่าตนครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นไว้ด้วยเจตนา
เป็นเจ้าของเสียแต่คนเดียวไม่ ดังนั้น การที่จำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๕ ผู้สืบสิทธิ
จาก พ. ได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท หาทำให้จำเลยทั้งห้าได้กรรมสิทธิ์
ทางปรปักษ์ไม่ เว้นเสียแต่จะได้เปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือโดยบอกกล่าวไปยัง ก.
เจ้าของรวมว่า ไม่มีเจตนาจะยึดถือทรัพย์แทน ก. อีกต่อไปตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๘๑ เมื่อ
จำเลยทั้งห้ามิได้บอกกล่าว จึงไม่มีผลเปลี่ยนแปลงฐานะยึดถือแทน ก. ผู้มีสิทธิครอบครองได้
และไม่อาจถือได้ว่ามีการแย่งการครอบครอง
อุทธรณ์โจทก์ทั้งสองมิได้ขอให้จำเลยทั้งห้าใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความ
แทนโจทก์ในศาลชั้นต้น แต่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษาให้จำเลยทั้งห้าใช้ค่าฤชาธรรมเนียม
และค่าทนายความในศาลชั้นต้นด้วย เป็นเรื่องที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ใช้ดุลพินิจกำหนดให้
คู่ความฝ่ายที่แพ้คดีใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแก่ฝ่ายที่ชนะคดี ไม่ว่าคู่ความฝ่ายนั้นจะมีคำขอ
หรือไม่ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๖๑ และมาตรา ๑๖๗ จึงไม่เกินคำขอ

คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๖๔๒/๒๕๔๕
คดีก่อน ส. เป็นโจทก์ฟ้องอธิบดีกรมที่ดินและเจ้าพนักงานที่ดิน โดย
ขอให้ เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๕๘๖๕ ซึ่งต่อมาคู่ความในคดีดังกล่าวตกลง
ประนีประนอมยอมความกันได้ ส่วนคดีนี้โจทก์มาฟ้องจำเลยในฐานะผู้ว่าราชการ
จังหวัดโดยอ้างเหตุผลเดียวกันว่า การออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๕๘๖๕ ไม่ชอบด้วย
กฎหมายเพราะออกทับที่ดินของ ส. เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้ในฐานะผู้ซื้อที่ดินพิพาท
จาก ส. โจทก์จึงเป็นผู้สืบสิทธิในที่ดินพิพาทต่อจาก ส. ซึ่งเป็นโจทก์ในคดีก่อน
อันเป็นการฟ้องอธิบดีกรมที่ดินซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจสั่งเพิกถอน
โฉนดที่ดินที่ออกโดยผิดพลาดคลาดเคลื่อนตาม ป. ที่ดินฯ มาตรา ๖๑ แม้ต่อมา
มีการแก้ไขเพิ่มเติมให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้อำนาจสั่งเพิกถอน
โฉนดที่ดินที่ออกโดยผิดพลาดคลาดเคลื่อนเพิ่มขึ้นก็ตาม แต่การที่โจทก์ฟ้อง
จำเลยคดีนี้ซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามบทกฎหมายดังกล่าว ถือได้ว่าโจทก์ฟ้อง
พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ถือมีอำนาจสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินที่ออกโดยผิดพลาดคลาดเคลื่อน
ตาม ป. ที่ดินฯ มาตรา ๖๑ รายเดียวกันนั่นเอง โจทก์และจำเลยจึงเป็น
คู่ความเดียวกันและต้องผูกพันตามคำพิพากษาตามยอมในคดีก่อนตาม ป.วิ.พ.
มาตรา ๑๔๕ ดังนั้น การที่โจทก์ฟ้องจำเลยคดีนี้ในฐานะพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มี
อำนาจสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินโดยอ้างว่าโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๕๘๖๕ ออกทับที่ดิน
ของ ส. อีก อันเป็นเหตุอย่างเดียวกันกับคดีก่อนซึ่งมีคำวินิจฉัยมาแล้ว จึงเป็น
ฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๘ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง

คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๘๘๗/๒๕๔๗
โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ก่อนที่จำเลยจะจด
ทะเบียนจำนองที่ดินพิพาท แต่โจทก์ยังไม่ได้จดทะเบียนการได้มาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่
โจทก์จะขอบังคับให้จำเลยจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลง
ทางทะเบียนอย่างหนึ่งไม่ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๒๙๙ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๑๓๐๑
อีกทั้งธนาคารผู้รับจำนองเป็นบุคคลนอกคดี เมื่อโจทก์ไม่ได้ฟ้องเป็นจำเลยด้วย ศาลก็ไม่
อาจพิพากษาถึงธนาคารให้ยินยอมให้จดทะเบียนไถ่จำนองได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๕
วรรคสอง

คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๔๙/๒๕๔๗
เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาของโจทก์ฉบับแรกว่า
โจทก์ไม่นำพยานมาไต่สวน และให้ยกคำร้องขออนาถาของโจทก์ คำสั่งของศาลชั้นต้น
ดังกล่าวเท่ากับวินิจฉัยในเนื้อหาแห่งคำร้องของโจทก์แล้วว่า โจทก์ไม่ใช่คนอนาถาจะใช้สิทธิ
ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาไม่ได้ การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาใหม่นั้น
ย่อมถือเป็นการใช้สิทธิตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา ๑๕๖ วรรคสี่ ซึ่งโจทก์
จะต้องขออนุญาตให้โจทก์นำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่า โจทก์เป็นคนยากจน แต่คำ
ร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาใหม่ของโจทก์ หาได้กล่าวอ้างว่า โจทก์ขอนำพยานหลักฐาน
มาแสดงเพิ่มเติมโดยระบุถึงเหตุที่มิได้ระบุหรืออ้างไว้ในการไต่สวนครั้งแรกไว้ไม่ เมื่อประกอบ
กับคดีนี้ไม่มีการไต่สวนสืบพยานโจทก์เนื่องจากโจทก์ไม่ยื่นบัญชีระบุพยานและไม่มาศาล
ในวันนัดไต่สวนครั้งแรก กรณีจึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติ ป.วิ.พ. มาตรา ๑๕๖ วรรคสี่
ที่ศาลชั้นต้นรับคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาใหม่ของโจทก์ไว้ไต่สวนจึงไม่ชอบด้วย
บทบัญญัติดังกล่าว

คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๐๘๑/๒๕๔๗
การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาของโจทก์โดยถือว่าโจทก์
ไม่มีพยานมาสืบในวันนัดไต่สวน เท่ากับศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยในเนื้อหาแห่งคำร้องของ
โจทก์แล้วว่าโจทก์มิใช่คนยากจนจะใช้สิทธิดำเนินคดีอย่างคนอนาถาไม่ได้ โจทก์ชอบที่จะ
อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๕๖ วรรคท้าย โจทก์จะยื่นคำร้องขอให้ศาล
ชั้นต้นพิจารณาคำร้องนั้นใหม่เพื่ออนุญาตให้โจทก์นำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเดิมว่าโจทก์
เป็นคนยากจนตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๕๖ วรรคสี่ หาได้ไม่ เพราะศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง
ขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาของโจทก์โดยมิได้สืบพยานโจทก์ เมื่อพิจารณาคำร้องขอให้
พิจารณาคำขออนาถาใหม่ที่โจทก์อ้างว่าเป็นการยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาตาม
ป.วิ.พ. มาตรา ๑๕๖ วรรคหนึ่ง มิใช่การยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องนั้นใหม่
ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๕๖ วรรคสี่ แล้วเห็นได้ขัดแย้งกับข้อความในคำร้องดังกล่าวที่ต้องการ
ให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องของโจทก์ไว้ไต่สวนใหม่ โดยอ้างว่าโจทก์มิได้จงใจไม่นำพยาน
มาสืบในวันนัดไต่สวน แม้โจทก์จะอ้างในตอนท้ายของคำร้องด้วยว่าโจทก์เป็นคนยากจน
ไม่สามารถเสียค่าธรรมเนียมศาลได้ แต่ก็เป็นการอ้างเพื่อยืนยันให้ศาลเห็นว่าโจทก์
เป็นคนยากจนเท่านั้น ข้อความที่อ้างมีเนื้อความเดียวกับคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถา
ฉบับเดิมทุกประการ โจทก์มิได้อ้างเหตุอะไรขึ้นใหม่ คำร้องของโจทก์จึงไม่ต้องด้วย ป.วิ.พ.
มาตรา ๑๕๖ วรรคหนึ่ง ซึ่งโจทก์ต้องยื่นมาพร้อมอุทธรณ์และสาบานตัวให้คำชี้แจงว่าโจทก์
ไม่มีทรัพย์สินจะเสียค่าธรรมเนียมศาลได้ เว้นแต่ว่าโจทก์ตกเป็นคนยากจนลงภายหลัง
พฤติการณ์ของโจทก์แสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์ว่าโจทก์ต้องการยื่นคำร้องเพื่อให้ศาลชั้นต้น
พิจารณาคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาของโจทก์ใหม่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๕๖ วรรคสี่
หาใช่เป็นการยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาตามมาตรา ๑๕๖ วรรคหนึ่งไม่ เมื่อศาล
ชั้นต้นเห็นว่าโจทก์ไม่อาจยื่นคำร้องดังกล่าวได้และไม่มีความจำเป็นต้องไต่สวนคำร้องของ
โจทก์ตามที่นัดไว้อีกต่อไป ก็ชอบที่จะมีคำสั่งงดการไต่สวนและยกคำร้องของโจทก์เสียได้

คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๗๑๒/๒๕๔๗
การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถของจำเลย หากจำเลย
ไม่พอใจคำสั่งดังกล่าว จำเลยมีสิทธิที่จะดำเนินการตามที่ ป.วิ.พ. มาตรา ๑๕๖ วรรคสี่
หรือวรรคห้าบัญญัติไว้ โดยยื่นคำร้องขอต่อศาลให้พิจารณาคำขอนั้นใหม่เพื่ออนุญาตให้
จำเลยนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าจนเป็นยากจน หรืออุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น
ที่ยกคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาของจำเลยนั้นต่อศาลอุทธรณ์ภายใน ๗ วัน นับแต่
วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าว ซึ่งแม้จำเลยมีสิทธิที่จะเลือกดำเนินกระบวนพิจารณาเช่นนั้น
อย่างใดอย่างหนึ่งได้ แต่เมื่อจำเลยได้อุทธรณ์คำสั่งนั้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๕๖ วรรคห้า
แล้ว แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์เพราะยื่นเกินกำหนด ๗ วัน นับแต่วันที่ศาล
ชั้นต้นมีคำสั่ง จำเลยก็จะกลับมาขอให้ศาลพิจารณาคำขอนั้นใหม่ เพื่ออนุญาตให้จำเลยนำ
พยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจนตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๕๖ วรรคสี่ อีก
ไม่ได้

คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๖๓๕/๒๕๔๗
คดีก่อน ส. เจ้าของเดิมในที่ดินพิพาทเป็นโจทก์ฟ้องเทศบาลเมืองนครศรีธรรมราช
กับพวกเป็นจำเลยโดยมีประเด็นข้อพิพาทว่าที่ดินแปลงพิพาทนี้ทับที่สาธารณประโยชน์
คูขวางหรือไม่ ซึ่งต่อมาศาลฎีกาได้มีคำวินิจฉัยว่าที่ดินทั้งแปลงทับที่สาธารณประโยชน์
คูขวาง ส่วนคดีนี้แม้โจทก์และจำเลยจะเป็นคนละคนกับโจทก์และจำเลยในคดีก่อนก็ตาม
แต่โจทก์ก็ได้รับที่พิพาทมาจากโจทก์ในคดีก่อน โจทก์จึงเป็นผู้สืบสิทธิมาจากโจทก์ในคดีก่อน
ส่วนจำเลยที่ ๑ ในคดีก่อนและจำเลยคดีนี้ต่างมีหน้าที่ดูแลสาธารณประโยชน์ซึ่งเป็นสาธารณ
สมบัติของแผ่นดินเช่นเดียวกัน ถือได้ว่าโจทก์และจำเลยคดีนี้เป็นคู่ความเดียวกันกับโจทก์
และจำเลยที่ ๑ ในคดีก่อน เมื่อโจทก์คดีนี้ฟ้องจำเลยขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ให้
เพิกถอนโฉนดที่ดินแปลงพิพาท ซึ่งเป็นการฟ้องโดยอาศัยประเด็นที่ต้องวินิจฉัยโดยอาศัย
เหตุอย่างเดียวกันกับคดีก่อนในประเด็นที่ว่าที่ดินแปลงพิพาททับที่สาธารณประโยชน์คูขวาง
หรือไม่ และคดีก่อนจึงถึงที่สุดไปแล้ว ดังนี้โจทก์และจำเลยคดีนี้ต้องผูกพันตามคำพิพากษา
ในคดีก่อนด้วยตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๕ อันต้องห้ามมิให้รื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็น
ที่วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๘ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง

คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๘๔/๒๕๔๘
คดีก่อนศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีจากสารบบความเนื่องจากโจทก์และ
จำเลยขาดนัดพิจารณา จึงไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องเป็นคดีใหม่ภายในกำหนด
อายุความ ดังนั้น แม้โจทก์จะฟ้องคดีนี้ขณะคดีก่อนยังอยู่ในกำหนดระยะเวลา
อุทธรณ์ แต่เมื่อจำเลยมิได้อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นในคดีก่อนที่ให้จำหน่ายคดีจน
คำสั่งศาลชั้นต้นถึงที่สุดแล้ว ก็ถือไม่ได้ว่าขณะโจทก์ฟ้องคดีนี้คดีก่อนอยู่ในระหว่าง
พิจารณาของศาลอุทธรณ์ ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้อน และแม้ต่อมาจำเลย
จะได้ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดีและอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้
ยกคำร้องในคดีก่อนก็ตามแต่เป็นการยื่นคำร้องเมื่อคดีถึงที่สุดแล้วและยื่นคำร้อง
ช้ากว่า ๘ วัน นับแต่วันที่ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างว่า
ผิดระเบียบคำร้องคัดค้านเรื่องผิดระเบียบที่ขอให้เพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดีจึง
ไม่ชอบ ไม่มีผลกระทบถึงคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้จำหน่ายคดีและถึงที่สุดไปแล้ว

คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๘๖๔/๒๕๔๘
โจทก์และห้างหุ้นส่วนจำกัด ท. ทำสัญญาจ้างแรงงานเพื่อว่าจ้างโจทก์ก่อสร้าง
อาคาร โดยทำสัญญาและก่อสร้างอาคารดังกล่าวที่จังหวัดเชียงใหม่ และจำเลยได้
สั่งจ่ายเช็คพิพาทมอบให้โจทก์ตามมูลหนี้ค่าก่อสร้างเกี่ยวกับสัญญาจ้างแรงงาน
ถือว่ามูลหนี้ตามเช็คเกิดจากสัญญาจ้างแรงงาน ซึ่งเกี่ยวข้องกับเหตุที่มาแห่ง
การโต้แย้งสิทธิที่ทำให้โจทก์เกิดอำนาจฟ้อง มูลหนี้จึงเกิดขึ้นในเขตศาลจังหวัด
เชียงใหม่ โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้ที่ศาลจังหวัดเชียงใหม่ อันเป็นศาลที่มูลคดี
เกินขึ้นในเขตได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๔ (๑)

คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๙๗๓/๒๕๔๗
ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ศาลชั้นต้นพิพากษา
ลงโทษจำเลยที่ ๑ จำคุก ๔ ปี ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะ
จำนวนเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย อันเป็นการแก้ไขเล็กน้อย และยังคง
ลงโทษจำคุกไม่เกิน ๕ ปี ส่วนความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ศาลอุทธรณ์ภาค ๕
มิได้พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น ย่อมถือว่าศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษายืนตาม
คำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ ๑ ไม่เกินห้าปี เช่นเดียวกัน จึงห้ามมิให้
คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๘ วรรคหนึ่ง
จำเลยที่ ๑ ฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการลงโทษ
เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
การที่จำเลยที่ ๑ ฎีกาขอให้นำข้อกฎหมายในมาตราที่พอจะเป็นคุณแก่จำเลยที่ ๑
มาพิจารณาลดโทษให้แก่จำเลยที่ ๑ ด้วยนั้น จำเลยที่ ๑ ไม่ได้แสดงให้เห็นโดยชัดแจ้งว่า
กฎหมายที่พอจะเป็นคุณแก่จำเลยที่ ๑ ดังกล่าวนั้นคือกฎหมายในเรื่องใด ฉบับใด จึงเป็นฎีกา
ที่ไม่ชัดแจ้งตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๓ วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา ๒๒๕


คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๒๐๖/๒๕๔๘
คดีก่อนมีเพียงผู้ร้องที่ ๕ เท่านั้น ที่เป็นคู่ความกับผู้คัดค้าน โดยผู้คัดค้าน
เป็นผู้ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก ส่วนผู้ร้องที่ ๕ เป็นผู้คัดค้านและขอเป็นผู้จัดการ
มรดกเช่นกัน ปรากฏว่าคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นยกคำร้องและคำคัดค้าน มีเพียง
ผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้ร้องในคดีก่อนอุทธรณ์ คำสั่งศาลชั้นต้นในคดีก่อนจึงถึงที่สุด
สำหรับผู้ร้องที่ ๕ แล้ว การที่ผู้ร้องที่ ๕ ยื่นคำร้องขอร่วมกับผู้ร้องที่ ๑ ถึงที่ ๕
และที่ ๖ ในคดีนี้ จึงไม่เป็นคำร้องซ้อนตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๓ วรรคสอง
คดีก่อนผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอจัดการมรดกผู้ตายอ้างว่าผู้ตายไม่ได้
ทำพินัยกรรมไว้ ศาลชั้นต้นยกคำร้องและคำคัดค้านให้เหตุผลว่าผู้ตายได้ตั้ง
ผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมไว้แล้ว ไม่มีเหตุจะตั้งผู้จัดการมรดกอีก คดีนี้ผู้ร้อง
ที่ ๕ ยื่นคำร้องขอร่วมกับผู้ร้องที่ ๑ ถึงที่ ๔ และที่ ๖ ว่า ผู้ตายทำพินัยกรรม
ตั้งผู้จัดการมรดกไว้ ๒ คน แต่การจัดการมรดกมีข้อขัดข้องเพราะผู้จัดการมรดก
คนหนึ่งถึงแก่กรรมและอีกคนหนึ่งไม่ประสงค์จะจัดการมรดก เหตุที่อ้างในคดีนี้
จึงเป็นคนละเหตุกับคดีก่อนอันเป็นละประเด็นกัน ไม่เป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีก
ในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน จึงไม่เป็นคำร้องซ้ำตาม
ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๘ วรรคหนึ่ง
ผู้ร้องที่ ๑ ถึงที่ ๔ และที่ ๖ ไม่ได้เป็นคู่ความกับผู้คัดค้านในคดีก่อน
จึงไม่ใช่คู่ความรายเดียวกัน คำร้องขอของผู้ร้องที่ ๑ ถึงที่ ๔ และที่ ๖ ที่ยื่น
เข้ามาร่วมกับผู้ร้องที่ ๕ จึงไม่เป็นคำร้องซ้อนและคำร้องซ้ำกับคดีก่อน

คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๔๖๒/๒๕๔๗
การที่ใบแต่งทนายความของโจทก์ใช้ตราประทับของห้างหุ้นส่วนจำกัด ท. แทนที่
จะใช้ตราประทับของบริษัทโจทก์ เป็นผลมาจากการหยิบตราประทับผิด อันเป็นการผิด
พลาดบกพร่องในตัวผู้แต่งทนายความไม่ใช่การพิจารณาผิดระเบียบ แม้โจทก์จะยื่นคำร้อง
ขอแก้ไขพร้อมกับยื่นใบแต่งทนายความที่ถูกต้องเข้ามาใหม่พร้อมคำแก้อุทธรณ์ อันเป็น
ระยะเวลาภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นพิพากษาแล้ว ก็ชอบที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ จะสั่งสอบสวน
หรือยอมรับการแก้ไขนั้นได้เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ไม่ว่าฝ่ายจำเลยจะยกเอาข้อ
บกพร่องนี้ขึ้นอุทธรณ์ด้วยหรือไม่ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ วินิจฉัยว่าลายมือชื่อผู้แต่ง
ทนายไม่เหมือนและไม่ใช่ลายมือชื่อของ บ. ก็เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น เพราะจำเลย
อุทธรณ์ว่า บ. ลงลายมือชื่อและประทับตราของห้างหุ้นส่วนจำกัด ท. เป็นการกระทำใน
นามของห้างไม่ใช่บริษัทโจทก์ นอกจากนี้บทบัญญัติตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๕๖ วรรคสอง ที่ว่า
ไม่ว่าเวลาใดๆ ก่อนมีคำพิพากษา... นั้น มิได้หมายความถึงก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา
เพราะบทบัญญัติดังกล่าวเป็นบทบัญญัติทั่วไปที่ใช้ได้ในทุกชั้นศาล เมื่อความสามารถใน
การฟ้องของโจทก์บกพร่องและโจทก์ได้ยื่นคำร้องแก้ไขพร้อมทั้งยื่นใบแต่งทนายความ
ฉบับใหม่เข้ามาพร้อมกับคำแก้อุทธรณ์และศาลชั้นต้นสั่งรับขึ้นมาแล้ว เพื่อประโยชน์แห่ง
ความยุติธรรมจึงเห็นสมควรอนุญาตยอมรับการแก้ไขนั้น ดังนี้อำนาจฟ้องที่ไม่สมบูรณ์
จึงกลับเป็นอำนาจฟ้องที่สมบูรณ์มาแต่แรก โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๙๔๗/๒๕๔๗
โจทก์ฟ้องเรียกเงินตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินที่ได้ชำระไปแล้วคืนเพราะจำเลยผิด
สัญญาและโจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว เมื่อสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินอันเป็นที่มาแห่งการได้
แย้งสิทธิของโจทก์ทำที่สำนักงานของจำเลยในกรุงเทพมหานคร กรุงเทพมหานครจึงเป็น
สถานที่มูลคดีเกิด ส่วนที่จังหวัดนนทบุรีซึ่งเป็นที่ตั้งของที่ดินที่โจทก์ตกลงจะซื้อจะขาย
กันถือไม่ได้ว่าเป็นสถานที่ที่มูลคดีเกิดด้วย เมื่อมูลคดีมิได้เกิดในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น
ซึ่งเป็นที่ตั้งของที่ดินดังกล่าวโจทก์ย่อมไม่มีอำนาจเสนอคำฟ้องต่อศาลชั้นต้น
การที่โจทก์เสนอคำฟ้องโดยอ้างว่ามูลคดีเกิดในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น ย่อม
เป็นเหตุให้ศาลชั้นต้นเข้าใจว่าโจทก์มีอำนาจเสนอคำฟ้องต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นจึงรับ
คำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาในเบื้องต้น เมื่อจำเลยยื่นคำให้การและยกเรื่องเขตอำนาจศาล
ขึ้นต่อสู้ไว้ด้วย คดีจึงมีประเด็นเรื่องเขตอำนาจศาลที่ศาลชั้นต้นจะต้องวินิจฉัยโดยรับฟัง
ข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานในสำนวนที่โจทก์จำเลยนำสืบ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่า
มูลคดีเกิดในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นตามที่โจทก์กล่าวอ้าง ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจ
พิพากษายกฟ้องโจทก์เสียได้ แม้ศาลชั้นต้นมิได้สั่งไม่รับหรือคืนคำคู่ความในชั้นตรวจ
คำฟ้อง หรือสั่งแก้ไขคำสั่งรับฟ้องเป็นไม่รับฟ้องเพื่อให้โจทก์นำคำฟ้องไปยื่นต่อศาลที่มีเขต
อำนาจก็ตาม การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงหาเป็นการไม่ชอบไม่
ศาลชั้นต้นได้รับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาและพิพากษาชี้ขาดในประเด็นแห่งคดี
แล้วก็ย่อมไม่มีอำนาจสั่งคืนค่าขึ้นศาลให้โจทก์ เนื่องจาก ป.วิ.พ. มาตรา ๑๕๑ วรรคหนึ่ง
กำหนดให้ศาลคืนค่าธรรมเนียมทั้งหมดเฉพาะกรณีที่ศาลมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องโดยยังไม่ได้
วินิจฉัยประเด็นแห่งคดีเท่านั้น ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นสั่งให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ
จึงชอบแล้ว

คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๕๔๒/๔๒
ป.พ.พ. มาตรา ๕๓๘ หาได้บัญญัติให้การเช่ามี
กำหนดกว่าสามปีขึ้นไป จะต้องจดทะเบียนการเช่าในทันทีหรือใน
ขณะทำสัญญาไม่ ดังนั้น การที่โจทก์และจำเลยสมัครใจทำสัญญา
เช่ากันเป็นหนังสือมีกำหนด ๒๐ ปี ๕ เดือนนั้น ตราบใดที่ยังมิได้
จดทะเบียนการเช่า สัญญาเช่าดังกล่าวย่อมมีผลบังคับได้ ๓ ปี และ
ข้อกำหนดทุกข้อตามสัญญา โดยเฉพาะข้อที่ระบุให้ผู้เช่าต้องไป
จดทะเบียนการเช่าตามสัญญาภายใน ๑๕ ตุลาคม ๒๕๓๖ โดยผู้
ให้เช่าเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายค่าธรรมเนียมและค่าอากรในการจด
ทะเบียนการเช่านั้น ก็ย่อมผูกพันจำเลยให้ต้องปฏิบัติตามสัญญา
ภายในระยะเวลาดังกล่าวด้วย เพราะข้อตกลงไปจดทะเบียนการ
เช่าภายหลังเป็นเจตนาของคู่สัญญาที่จะดำเนินการให้ถูกต้องตาม
ที่มาตรา ๕๓๘ กำหนดไว้ เมื่อโจทก์บอกกล่าวให้จำเลยไปจด
ทะเบียนการเช่าภายในกำหนดที่ระบุในสัญญาแล้ว จำเลยย่อมไป
โจทก์จึงฟ้องร้องบังคับใช้สิทธิดังกล่าวภายในระยะเวลาที่สัญญา
เช่าและข้อกำหนดยังมีผลบังคับได้ จำเลยจึงต้องไปจดทะเบียน
การเช่าแก่โจทก์ตามสัญญา

๗๑๕๓/๓๙ แม้สัญญาขายฝากที่ ล. มารดาโจทก์ขายฝากที่ดิน
พิพาทให้แก่จำเลยที่ ๑ และ พ. ได้ทำกันเองโดยมิได้จดทะเบียนต่อ
พนักงานเจ้าหน้าที่จะตกเป็นโมฆะ แต่ก็ถือว่าเป็นนิติกรรมสัญญา
กู้เงินที่เป็นลายลักษณ์อักษร
แม้คำขอท้ายฟ้องของโจทก์จะขอไถ่ที่ดินพิพาทคืนในราคา ๔,๔๐๐
บาท แต่เมื่อ ล.เป็นหนี้จำเลยที่ ๑ จำนวน ๙๙,๙๐๐ บาท โจทก์ก็ต้อง
ไถ่ที่ดินพิพาทคืนในราคา๙๙,๙๐๐ บาท และศาลมีอำนาจที่จะพิพากษา
ให้โจทก์ได้ไถ่คืนตามจำนวนเงินที่เป็นหนี้กันจริงได้โดยไม่ถือว่าเป็น
การพิพากษาเกินคำขอ

คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๕๕๖/๒๕๔๗
รถยนต์ที่เช่าซื้อตามสัญญาเช่าซื้อและรถยนต์ที่เอาประกันภัยตามสัญญาประกันภัย
เป็นรถยนต์คันเดียวกัน และสิทธิเรียกร้องตามสัญญาทั้งสองเกิดจากการสูญหายของ
รถยนต์คันเดียวกัน เมื่อรถยนต์ที่เช่าซื้อซึ่งจำเลยที่ ๑ เอาประกันภัยไว้แก่จำเลยร่วม
สูญหายจำเลยทั้งสามจึงมีสิทธิขอให้ศาลหมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาเป็นคู่ความในคดี
เพื่อให้จำเลยร่วมรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาประกันภัยร่วมกันกับจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นไป
โดยผลของกฎหมายตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๕๗ (๓) (ก) โดยโจทก์ไม่จำต้องฟ้องจำเลย
ร่วมเป็นจำเลยในคดีนี้และไม่จำต้องเป็นคู่สัญญาหรือมีนิติพันธ์กับจำเลยร่วมแต่อย่างใด

๗๑๕๓/๓๙ แม้สัญญาขายฝากที่ ล. มารดาโจทก์ขายฝากที่ดิน
พิพาทให้แก่จำเลยที่ ๑ และ พ. ได้ทำกันเองโดยมิได้จดทะเบียนต่อ
พนักงานเจ้าหน้าที่จะตกเป็นโมฆะ แต่ก็ถือว่าเป็นนิติกรรมสัญญา
กู้เงินที่เป็นลายลักษณ์อักษร
แม้คำขอท้ายฟ้องของโจทก์จะขอไถ่ที่ดินพิพาทคืนในราคา ๔,๔๐๐
บาท แต่เมื่อ ล.เป็นหนี้จำเลยที่ ๑ จำนวน ๙๙,๙๐๐ บาท โจทก์ก็ต้อง
ไถ่ที่ดินพิพาทคืนในราคา๙๙,๙๐๐ บาท และศาลมีอำนาจที่จะพิพากษา
ให้โจทก์ได้ไถ่คืนตามจำนวนเงินที่เป็นหนี้กันจริงได้โดยไม่ถือว่าเป็น
การพิพากษาเกินคำขอ
๖๓๕/๑๕ การที่เจ้าของรวมคนหนึ่งฟ้องขับไล่ผู้บุกรุกที่ดินซึ่งเป็นของ
บุคคลหลายคนรวมกัน ถือได้ว่าเป็นการใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์เพื่อต่อสู้
บุคคลภายนอก และเป็นการใช้สิทธิฟ้องแทนเจ้าของรวมคนอื่นๆ ด้วย
เมื่อเจ้าของรวมคนหนึ่ง เคยฟ้องขับไล่จำเลยหาว่าบุกรุกที่ดินกรรมสิทธิ์
รวมมาแล้ว และได้มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันซึ่งศาลได้
พิพากษาตามยอมคดีถึงที่สุดไปแล้ว โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของรวมอีคนหนึ่งจะกลับ
มาฟ้องว่าจำเลยบุกรุกขอให้ขับไล่อีก ย่อมเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกใน
ประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันแม้ในคดีก่อน เจ้าของรวมนั้น
จะไม่ได้รับมอบฉันทะให้ฟ้องแทนโจทก์หรือไม่ได้บรรยายฟ้องว่าฟ้องแทนโจทก์
ฟ้องของโจทก์ในคดีหลังนี้ก็เป็นฟ้องซ้ำ

คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๙๐๑/๒๕๔๗
หลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ฉบับแรกของโจทก์ร่วม เพราะเป็นอุทธรณ์
ที่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง โจทก์ร่วมจึงยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลา
อุทธรณ์โดยอ้างเหตุว่ากำลังอยู่ในระหว่างดำเนินการขอให้อัยการสูงสุดลงลายมือชื่อรับรอง
ให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เป็นคำร้องขอขยายระยะเวลาในกรณีที่มีพฤติการณ์พิเศษ
ซึ่งศาลชั้นต้นก็ได้วินิจฉัยว่าเหตุการณ์ตามคำร้องดังกล่าวมีพฤติการณ์พิเศษที่จะอนุญาต
ให้ขยายระยะเวลาในการยื่นอุทธรณ์ได้ และได้อนุญาตให้ขยายระยะเวลาในการยื่นอุทธรณ์
ออกไปตามคำร้องของโจทก์ร่วม ซึ่งเป็นการปฏิบัติไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ให้
อำนาจศาลชั้นต้นในการดำเนินการอนุญาตเช่นนั้นได้ เมื่อไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งคำสั่ง
ศาลชั้นต้นในปัญหาดังกล่าว ประเด็นปัญหาดังกล่าวจึงต้องยุติไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น
ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ จึงไม่มีอำนาจที่จะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยโดยลำพังได้ ดังนั้น อุทธรณ์ของ
โจทก์ร่วมจึงเป็นอุทธรณ์ที่ยื่นภายในกำหนดระยะเวลา ชอบที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ จะต้อง
รับไว้วินิจฉัย



คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๒๓๓/๒๕๔๘

คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๗๔๐/๒๕๔๘

คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๖๗๙/๒๕๔๘

คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๘๖๔/๒๕๔๘





 จาก tui-na100.com
 เสาร์, 18/3/2549
 เวลา :
20:23
 IP:

 

แก้ไข / ลบคำตอบ
 คำตอบที่ 3
       คำพิพากษาฎีกาวิแพ่งภาค ๒

คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๓๒๙/๒๕๔๗ คดีนี้เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้ง จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นต่อศาล อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นให้ส่งสำเนาเอกสารที่เกี่ยวข้องต่อศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณา โดย มิได้งดการพิจารณา ทั้งศาลอุทธรณ์ก็มิได้ทำคำสั่งให้ศาลชั้นต้นงดการพิจารณาไว้ใน ระหว่างอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๘ จนกระทั่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีเดิม ต่อมาศาลอุทธรณ์จึงพิพากษาคดีเกี่ยวกับฟ้องแย้งโดยพิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้น ดังนี้ เมื่อจำเลยฎีกา จึงไม่มีเหตุที่จะให้ศาลชั้นต้นรับฟ้องแย้งและรื้อฟื้นพิจารณา พิพากษาประเด็นตามฟ้องแย้งใหม่ หากจำเลยเห็นว่ามีสิทธิตามฟ้องแย้งก็ชอบที่จะฟ้อง เป็นคดีใหม่ได้เพราะคำพิพากษาดังกล่าวไม่ตัดสิทธิของจำเลยที่จะเรียกร้องตามสิทธิ ของตน

คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๑๘๙/๒๕๔๖ คดีล้มละลายเป็นคดีที่ฟ้องให้จัดการทรัพย์สินของบุคคลผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว เพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งหลาย การพิจารณาคดีล้มละลายไม่มีวัตถุประสงค์ เพื่อจะชี้ขาดหรือพิพากษาบังคับให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์โดยเฉพาะ จึงย่อมผิด แผกแตกต่างกับการพิจารณาคดีแพ่งสามัญ โดย พ.ร.บ. ล้มละลายฯ มาตรา ๙, ๑๐, ๑๔ มีประเด็นที่สำคัญว่า จำเลยซึ่งถูกฟ้องขอให้ล้มละลายเป็นผู้มีหนี้สิน ล้นพ้นตัวและเป็นหนี้โจทก์จำนวนแน่นอนไม่น้อยกว่า ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท สำหรับ จำเลยซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา หรือไม่น้อยกว่า ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท สำหรับจำเลยซึ่งเป็น นิติบุคคลหรือไม่ หากศาลพิจารณาได้ความจริงศาลจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของ จำเลยเด็ดขาด แต่ถ้าไม่ได้ความจริงหรือแม้ได้ความจริงว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว หากแต่จำเลยนำสืบได้ว่าอาจชำระหนี้ได้ทั้งหมดหรือมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลย ล้มละลายศาลจะต้องพิพากษายกฟ้อง จึงเห็นได้ว่าในการพิจารณาคดีล้มละลาย ศาลจะมีคำสั่งหรือคำพิพากษาได้เพียง ๒ ประการ คือ มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด หรือพิพากษายกฟ้อง บทบัญญัติดังกล่าวไม่เปิดช่องให้ศาลมีคำวินิจฉัยในประเด็น อื่นนอกเหนือจากที่กล่าวไว้ จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะฟ้องแย้งให้ศาลมีคำพิพากษา ให้โจทก์กระทำหรือไม่กระทำการใดได้อีกเพราะเป็นเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม คดีนี้ตามคำให้การของจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ กล่าวโดยชัดแจ้งว่าขอปฏิเสธหนี้สินที่ โจทก์ทั้งสามอ้างตามสัญญารับผิดชดใช้หนี้เพราะเป็นสัญญาปลอม ซึ่งมีประเด็นที่ โจทก์ทั้งสามจะต้องนำสืบถึงหนี้สินตามที่อ้างในคำฟ้อง และหากศาลพิจารณาแล้ว เชื่อว่าสัญญารับผิดชดใช้หนี้เป็นสัญญาปลอมดังที่จำเลยให้การต่อสู้ ศาลก็ต้อง พิพากษายกฟ้องสถานเดียว เมื่อเป็นเช่นนี้จำเลยที่ ๓ และจำเลยที่ ๔ จึงไม่มีสิทธิ ฟ้องแย้งขอให้ศาลพิพากษาว่าสัญญารับผิดชดใช้หนี้เป็นสัญญาปลอม

คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๖๕๖/๒๕๔๗ โจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยปลูกสร้างอาคารรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ประมาณ ๑.๕ เมตร ยาวประมาณ ๒๐๐ เมตร ตลอดแนวที่ดิน จำเลยให้การในตอนแรกปฏิเสธว่า จำเลยมิได้ปลูกสร้างอาคารรุกล้ำที่ดินของโจทก์ แต่ต่อมาให้การว่า หากฟังว่าจำเลยปลูกสร้างอาคารรุกล้ำที่ดินของโจทก์จริงก็เป็นการกระทำโดยสุจริตและขอฟ้องแย้งให้โจทก์ขายที่ดินส่วนที่รุกล้ำแก่จำเลย ฟ้องแย้งของจำเลยนอกจากจะมีเงื่อนไขและไม่เกี่ยวกับกับฟ้องเดิมพอที่จะพิจารณาและชี้ขาดตัดสินไปด้วยกันได้ ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๗ วรรคสาม และมาตรา ๑๗๙ วรรคท้าย แล้ว คำขอท้ายฟ้องแย้งยังคงเป็นคำขอที่ไม่อาจบังคับได้ เพราะขัดต่อ ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๑๒ ที่ศาลชั้นต้นไม่รับฟ้องแย้งจึงชอบแล้ว

คำสั่งศาลฎีกาที่ ๓๖๘๘/๒๕๔๗ หนี้ทั้งสองรายที่โจทก์และจำเลยกล่าวอ้างเกิดจากการที่จำเลยซื้อสินค้าจากโจทก์ อันเป็นหนี้เงินทั้งสองฝ่ายต่างอ้างว่าถึงกำหนดชำระแล้ว ซึ่งหากโจทก์เป็นหนี้จำเลยจริง จำเลยย่อมอาจใช้สิทธิขอหักกลบลบหนี้ได้ เนื่องจากหนี้นั้นมีวัตถุประสงค์แห่งหนี้เป็น อย่างเดียวกัน ถือได้ว่าฟ้องแย้งของจำเลยเกี่ยวกับคำฟ้องเดิมและเกี่ยวข้องกันพอที่จะ รวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๗ วรรคสาม และ มาตรา ๑๗๙ วรรคสาม

คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๒๕/๒๕๔๘ ข้อที่จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดีว่าไม่ต้องรับผิดตามสัญญากู้เงินที่โจทก์ นำมาฟ้อง เนื่องจากจำเลยทั้งสองกู้ยืมเงินเพียง ๑๐๐,๐๐๐ บาท แต่โจทก์กรอก จำนวนเงินในสัญญากู้เงินเป็นจำนวน ๒๗๕,๐๐๐ บาท โดยจำเลยทั้งสองไม่ยินยอม สัญญากู้เงินจึงเป็นเอกสารปลอมนั้น หากข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่จำเลยทั้งสอง อ้างก็ย่อมมีผลทำให้สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์ไม่ได้รับการบังคับให้ตาม กฎหมาย และศาลย่อมนำมาเป็นเหตุยกฟ้องได้อยู่แล้ว จำเลยทั้งสองหาจำต้อง ฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์รับชำระหนี้ ๑๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย และให้ โจทก์ส่งมอบสัญญากู้เงินปลอมแก่จำเลยทั้งสองเพื่อนำไปทำลายประการใดไม่ ทั้งคำขอตามฟ้องแย้งดังกล่าว ศาลก็ไม่อาจบังคับให้ได้ เพราะหากสัญญากู้เงิน ตามฟ้องเป็นเอกสารปลอม ก็เท่ากับการกู้ยืมเงินรายนี้ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ โจทก์ไม่อาจนำมาฟ้องร้องบังคับเอาแก่จำเลยทั้งสองได้

คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๑๙๒/๒๕๔๘ โจทก์ฟ้องว่าพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งที่ ๓๑/๒๕๔๕ สั่งให้จำเลยชำระ ค่าจ้างและเงินประกันแก่โจทก์ พ้นกำหนดระยะเวลาตามที่กฎหมายบัญญัติแล้ว จำเลยไม่นำคดีไปสู่ความและไม่ปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน ขอให้บังคับ จำเลยปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ ๓๑/๒๕๔๕ การที่จำเลยไม่นำคดี ไปสู่ศาลทำให้คำสั่งพนักงานตรวจแรงงานเป็นที่สุดตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา ๑๒๕ วรรคสอง ซึ่งจำเลยต้องปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานนั้น ไม่มีสิทธินำคดีในเรื่องเดียวกันนี้ไปสู่ศาลอีก ตามคำฟ้องจึงเป็นกรณีโจทก์ฟ้อง ขอบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานอันเป็นที่สุดแล้ว ไม่เกี่ยวกับ เรื่องโจทก์ยักยอกทรัพย์จำเลย ที่จำเลยฟ้องแย้งว่าโจทก์ยักยอกทรัพย์ของจำเลย โจทก์ต้องชดใช้ราคาทรัพย์ที่ยักยอกโดยจำเลยขอนำเงินตามจำนวนที่พนักงาน ตรวจแรงงานสั่งให้จำเลยชำระมาหักกับราคาทรัพย์แล้วให้โจทก์ชำระส่วนที่เหลือ จึงไม่เกี่ยวกับอำฟ้องเดิมของโจทก์

คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๒๖๓/๒๕๔๕ จำเลยให้การว่า สัญญากู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลยตกเป็นโมฆะ เนื่องจากจำเลยสำคัญผิดว่าโจทก์เป็นผู้แทนเจ้าหนี้รายหนึ่งของบริษัท ส. ซึ่งเป็น เจ้าหนี้ของจำเลยแต่แท้จริงแล้วโจทก์ไม่ใช่ผู้แทนเจ้าหนี้ อันเป็นการกล่าวอ้างว่า สัญญากู้ยืมไม่มีผลผูกพันคู่ความ เพราะจำเลยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญ แห่งนิติกรรม หากความจริงเป็นดังที่จำเลยต่อสู้โจทก์จะฟ้องบังคับให้จำเลยชำระเงิน แก่โจทก์ไม่ได้ และต้องคืนเช็คทั้ง ๔ ฉบับให้แก่จำเลย ฟ้องแย้งของจำเลยที่ ขอให้โจทก์คืนเช็ค ๔ ฉบับแก่จำเลย จึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมที่จะ พิจารณาพิพากษารวมกันได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๗ วรรคสาม

คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๓๒๔/๒๕๔๐ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๒ ร่วมกับจำเลยที่ ๑ชำระหนี้เงินกู้แก่โจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกันโดยรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ ๒ให้การและฟ้องแย้งว่า ไม่ได้ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ ๑ ตามฟ้อง แต่ถูก ช.หลอกลวงเอา น.ส.๓ ตามฟ้องไปโดยอ้างว่าสามารถขายได้ราคาดี และถูกหลอกลวงให้ลงชื่อในหนังสือมอบอำนาจและสัญญาค้ำประกันที่ยังไม่ได้กรอกข้อความแล้วโจทก์กับ ช.ร่วมมือกันใช้ชื่อจำเลยที่ ๑ นำสัญญากู้ หนังสือมอบอำนาจและสัญญาค้ำประกันดังกล่าวไปกรอกข้อความโดยจำเลยที่ ๒ ไม่ได้ยินยอม และนำ น.ส.๓ตามฟ้องไปให้โจทก์ยึดถือเป็นประกันเงินกู้ ขอให้บังคับโจทก์คืน น.ส.๓ แก่จำเลยที่ ๒ดังนี้ มูลคดีตามฟ้องแย้งเกี่ยวข้องกับมูลคดีตามคำฟ้องเดิมพอที่จะพิจารณาชี้ขาดตัดสินไปด้วยกันได้ตาม ป.วิ.พ.มาตรา ๑๗๗ วรรคสาม

คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๒๖๕/๒๕๔๔ ฟ้องโจทก์ได้บรรยายโดยแจ้งชัดว่าจำเลยตกลงเช่าตึกแถวพิพาทจาก โจทก์มีการทำสัญญาเช่าและต่อสัญญาเช่าหลายครั้ง ต่อมาเมื่อสัญญาเช่าสิ้นสุดลง โจทก์ ไม่ประสงค์จะให้จำเลยเช่าต่อไป จึงให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าและ ให้ส่งคืนตึกแถวที่เช่ากับมีคำขอให้จำเลยออกไปจากตึกแถวที่เช่าและใช้ค่าเสียหาย คำฟ้องโจทก์จึงได้แสดงโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้าง ที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาพอที่จะให้จำเลยเข้าใจและสามารถต่อสู้คดีได้ โจทก์ไม่ จำเป็นต้องบรรยายว่าโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์หรือเป็นผู้ทรงสิทธิใดในตึกแถวที่ให้ เช่าและสิทธิดังกล่าวสิ้นสุดลงแล้วหรือไม่ประการใด เพราะเป็นเพียงรายละเอียด ที่โจทก์สามารถนำสืบในชั้นพิจารณาได้ ทั้งผู้ให้เช่าก็ไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของ กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ให้เช่า ประกอบกับจำเลยได้ยื่นคำให้การต่อสู้คดีในลักษณะ เข้าใจข้อหาได้ดีและยอมรับว่าได้ทำสัญญาเช่าตึกแถวตามฟ้องจากโจทก์ คำฟ้อง โจทก์จึงไม่เคลือบคลุม โจทก์ฟ้องคดีนี้ในขณะที่คดีแพ่งคดีก่อนอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โดยคดีนี้เป็นเรื่องโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากตึกแถวพิพาทและเรียกค่าเสียหาย เช่นเดียวกับคดีแพ่งคดีก่อน แต่อาศัยสัญญาเช่าตามบันทึกการต่ออายุสัญญาเช่าของ ปี ๒๕๓๓ มูลฟ้องของโจทก์คดีนี้ แม้จะอาศัยสัญญาเช่าต่างฉบับกับสัญญาเช่าที่ โจทก์ฟ้องในคดีก่อน แต่สัญญาเช่าที่โจทก์อาศัยเป็นมูลฟ้องคดีนี้ได้มีอยู่แล้วใน ขณะที่โจทก์ฟ้องคดีก่อน หาใช่เกิดขึ้นหลังจากที่โจทก์ฟ้องคดีดังกล่าวไม่ โจทก์ สามารถอ้างเหตุที่เป็นมูลฟ้องในคดีนี้เป็นมูลฟ้องในคดีก่อน แต่โจทก์ก็มิได้กระทำ เมื่อคดีนี้เป็นเรื่องฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายเช่นเดียวกัน คำฟ้องที่โจทก์ยื่น ฟ้องขึ้นมาใหม่ในคดีนี้จึงเป็นเรื่องเดียวกับคดีแพ่งคดีก่อนซึ่งอยู่ในระหว่าง พิจารณาของศาลฎีกา ส่วนการถอนคำฟ้องที่มีผลลบล้างผลแห่งการยื่นคำฟ้องและ ทำให้คู่ความกลับคืนเข้าสู่ฐานะเดิมเสมือนหนึ่งมิได้มีการยื่นฟ้องเลยตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๖ นั้น หมายถึงการถอนคำฟ้องนั้นได้ถึงที่สุดแล้ว ไม่มีคดีค้างพิจารณา อยู่ในศาลใดศาลหนึ่ง เมื่อคดีแพ่งคดีก่อนซึ่งโจทก์ขอถอนฟ้องแล้ว แต่จำเลยยัง อุทธรณ์และฎีกาต่อมา คดีจึงอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์หรือ ศาลฎีกา ดังนี้ ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งคดีก่อน ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๓ วรรคสอง (๑) โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เมื่อโจทก์ไม่มี อำนาจฟ้องจำเลย ก็ไม่มีฟ้องของโจทก์และตัวโจทก์ที่จำเลยจะฟ้องแย้ง จำเลยไม่มีสิทธิฟ้องแย้ง

คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๔๙๙/๒๕๔๕ ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๗ วรรคสาม ให้อำนาจจำเลยที่จะฟ้องโจทก์มาใน คำให้การได้หากเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับฟ้องเดิม และอำนาจในการฟ้องแย้งของจำเลย ดังกล่าวนำมาใช้ในคดีแรงงานด้วยโดยอนุโลมตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและ วิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา ๓๑ เมื่อปรากฏว่าจำเลยฟ้องแย้งมาในคำให้การ และศาลแรงงานกลางมีคำสั่งรับคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยแล้ว โจทก์ย่อม ตกเป็นจำเลยตามฟ้องแย้ง คดีตามฟ้องแย้งจึงมีคู่ความครบถ้วนที่จะดำเนิน กระบวนพิจารณาต่อไปได้ ดังนั้น การที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งจำหน่ายคดีโจทก์ คงมีผลทำให้ไม่มีฟ้องเดิมที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปเท่านั้น หามีผลให้ ฟ้องแย้งของจำเลยตกไปด้วยไม่

คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๔๖๐/๔๑ โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาหย่าขาดจากการเป็นสามี ภริยากับจำเลย และให้แบ่งทรัพย์สินตามกฎหมาย รวมทั้งให้โจทก์เป็น ผู้มีอำนาจปกครองเลี้ยงดูบุตรจำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ไม่มี เหตุฟ้องหย่า ขอให้ถอนอำนาจปกครองบุตรของโจทก์โดยให้จำเลยเป็น ผู้มีอำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว ให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยง ดูบุตรกับให้ชำระค่าเลี้ยงชีพแก่จำเลยด้วย ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับฟ้อง เดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๗ วรรคสามและมาตรา ๑๗๙ วรรคท้าย แม้ต่อมาโจทก์จะทิ้งฟ้อง เป็นเหตุให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีโจทก์ก็คงมีผลเฉพาะคดีโจทก์ ไม่มีฟ้องเดิมที่จะดำเนินกระบวนการพิจารณาต่อไปเท่านั้น หามีผลให้ ฟ้องแย้งของจำเลยตกไปด้วยไม่ เพราะยังมีตัวโจทก์ซึ่งเป็นจำเลยของ ฟ้องแย้งอยู่ จึงมีคู่ความครบถ้วนที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปได้

คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๑๗๒/๓๖ ในวันนัดสืบพยานโจทก์นัดแรก ทนายจำเลยมาศาลส่วนโจทก์ ไม่มา ถือว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณา แม้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ แพ่ง มาตรา ๒๐๑ วรรคแรก ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงาน และวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๑ ให้ศาลแรงงานมีคำสั่ง จำหน่ายคดีโจทก์เสียจากสารบบความก็ตาม แต่คดีนี้จำเลยฟ้องแย้งโจทก์ด้วย จำเลยจึงมีฐานะเป็นโจทก์ และโจทก์เดิมตกเป็นจำเลยตามฟ้องแย้ง ต้องถือ ว่าโจทก์ตามฟ้องแย้งมาศาลแล้ว และตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ แพ่งมาตรา ๒๐๒ ถ้าจำเลยขาดนัดพิจารณาให้ศาลมีคำสั่งแสดงว่าจำเลยขาด นัดพิจารณา แล้วให้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีนั้นไปฝ่ายเดียว แม้การที่ศาล แรงงานกลางมีคำสั่งจำหน่ายคดีโจทก์ อันทำให้ไม่มีคำฟ้องเดิมที่จะดำเนิน กระบวนพิจารณาต่อไปก็ตาม แต่ก็ยังมีตัวโจทก์ที่ยังคงเป็นจำเลยของฟ้องแย้ง อยู่ต่อไป จึงมีคู่ความครบถ้วนทั้งสองฝ่ายที่ศาลแรงงานจะดำเนินกระบวน พิจารณาในส่วนของฟ้องแย้งต่อไปได้

คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๒๒๓/๓๔ แม้หากศาลชั้นต้นจะดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้ต่อไปจน เสร็จสำนวนและพิพากษายกฟ้อง โดยอาศัยเหตุโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องดังที่ จำเลยให้การต่อสู้ก็ตาม แต่การพิพากษายกฟ้องโดยเหตุดังกล่าวก็ไม่เกี่ยวกับ ประเด็นในเนื้อหาแห่งคดี ไม่ต้องห้ามมิให้คู่ความความรื้อร้องฟ้องกันอีก ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๘ ดังนั้นการที่โจทก์ขอถอนฟ้องได้จึงไม่มีผลทำให้จำเลย เสียเปรียบในเชิงคดี และเมื่อศาลอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องแล้วฟ้องแย้งของ จำเลยย่อมตกไป

คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๗๒/๓๒ โจทก์เคยยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลาง (ศาลจังหวัด นครสวรรค์) เมื่อวันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๓๑ เรียกค่าเสียหายที่จำเลยเลิกจ้าง โจทก์ศาลนัดพิจารณาวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๓๑ ไว้แล้วต่อมาวันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๓๑ โจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลางเป็นคดีนี้เรียกค่าเสียหาย กับเรียกค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าบำเหน็จ ค่าเล่าเรียน บุตร จำเลยให้การต่อสู้คดีและฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ที่ค้างชำระ เข้ามาด้วย ครั้นวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๓๑ ซึ่งเป็นวันนัดพิจารณาคดีเดิม โจทก์ไม่ไปศาลตามกำหนดศาลแรงงานกลาง (ศาลจังหวัดนครสวรรค์) จึงมี คำสั่งจำหน่ายคดี เมื่อมูลคดีของคดีเดิมและคดีนี้เนื่องมาจากโจทก์ขับรถยนต์ บรรทุกสินค้าของจำเลยตกเขาอันเป็นมูลคดีเดียวกัน โจทก์มาฟ้องคดีนี้จึงเป็น การยื่นฟ้องในเรื่องเดียวกันเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๓ (๑) ประกอบด้วย พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๑ ตั้งแต่วันยื่นฟ้องแล้วโดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าคดีเดิม ศาลแรงงานกลาง (ศาลจังหวัดนครสวรรค์) จะได้มีคำสั่งจำหน่ายคดีก่อนที่ ศาลแรงงานกลางจะมีคำพิพากษาคดีนี้ ศาลแรงงานกลางจึงพิพากษายกฟ้อง โจทก์ และเมื่อศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง ฟ้องแย้งของจำเลยก็ย่อม ตกไป เพราะไม่มีฟ้องเดิมและไม่มีตัวโจทก์เดิมที่จะเป็นจำเลยอยู่ต่อไป

คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๒๖๕/๒๕๔๔ (เคยออกสอบแล้ว)
ตามคำฟ้องโจทก์ได้บรรยายโดยแจ้งชัดว่า จำเลยตกลงเช่าตึกแถวพิพาทจากโจทก์ มีการทำสัญญาเช่าและต่อสัญญาเช่าหลายครั้งต่อมาเมื่อสัญญาเช่าสิ้นสุดลงโจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยเช่าต่อไปจึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าและให้ส่งคืนตึกแถวที่เช่ากับมีคำขอให้จำเลยออกไปจากตึกแถวที่เช่าและที่เช่าและใช้ค่าเสียหาย คำฟ้องโจทก์ได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาพอที่จะให้จำเลยเข้าใจและสามารถต่อสู้คดีได้ โจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์หรือเป็นผู้ทรงสิทธิใดในตึกแถวที่ให้เช่าและสิทธิดังกล่าวสิ้นสุดลงแล้วหรือไม่เป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำนืบในชั้นพิจารณาได้ ทั้งผู้ให้เช่าก็ไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ให้เช่า ประกอบกับจำเลยได้ยื่นำให้การต่อสู้คดีในลักษณะเข้าใจข้อหาได้ดีและยอมรับว่าได้ทำสัญญาเช่าตึกแถวตามฟ้องจากโจทก์ คำฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม
ในคดีก่อนที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง จำเลยยังอุทธรณ์และฎีกาต่อมา คดีจึงอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ หรือศาลฎีกา โจทก์ฟ้องคดีนี้ขอให้ขับไล่จำเลยออกจากตึกแถวตามฟ้องของโจทก์และเรียกค่าเสียหาย แม้จะอาศัยเช่าต่างฉบับกับสัญญาเช่าที่โจทก์ฟ้องในคดีก่อน แต่สัญญาเช่าที่โจทก์อาศัยเป็นมูลฟ้องคดีนี้ได้มีอยู่แล้วในขณะที่โจทก์ฟ้องคดีก่อนซึ่งโจทก์สามารถอ้างเหตุที่เป็นมูลฟ้องได้ในคดีก่อนแต่โจทก์ก็มิได้กระทำคำฟ้องคดีนี้จึงเป็นเรื่องเดียวกัน ส่วนการถอนคำฟ้องที่มีผลลบล้างผลแห่งการยื่นคำฟ้องและทำให้คู่ความกลับคืนเข้าสู่ ฐานะเดิมเสมือนหนึ่งมิได้มีการยื่นฟ้องเลย ดังที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๖ หมายถึงการถอนคำฟ้องนั้นได้ถึงที่สุดแล้ว ดังนี้ ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๓ วรรคสอง (๑) เมื่อโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย ก็ไม่มีฟ้องของโจทก์และตัวโจทก์ที่จำเลยจะฟ้องแย้ง จำเลยไม่มีสิทธิฟ้องแย้ง

คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๕๘/๒๕๔๔ ตามข้อสัญญาเกี่ยวกับอนุญาโตตุลาการในการสัญญาอนุญาต ให้ใช้สิทธิระหว่าง บริษัท ด. กับจำเลย ซึ่งต่อมาโจทก์รับโอนสิทธิเรียกร้องตาม สัญญาดังกล่าว เมื่อมีข้อโต้แย้งใดๆ เกิดขึ้นหากคู่กรณีทำความตกลงกันได้ ก็ย่อมทำให้ข้อพิพาทหมดสิ้นไป ถ้ามีเหตุขัดข้องทำให้ไม่อาจตกลงกันได้แล้ว ก็ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาด ดังนี้ เมื่อจำเลย ไม่ชำระหนี้ตามที่โจทก์เรียกร้องและไม่สามารถตกลงกันได้ โจทก์จะต้องเสนอ ข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดเสียก่อนตามข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการนั้น เมื่อโจทก์ฟ้องคดี จำเลยให้การโต้แย้งอ้างเหตุที่โจทก์ไม่ได้เสนอข้อพิพาท ให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดก่อนอันเป็นการยืนยันให้ใช้ข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการ อยู่มิใช่เจตนาสละข้อสัญญานี้ ส่วนที่จำเลยฟ้องแย้งเข้ามาก็เป็นกรณีที่สืบเนื่อง มาจากเหตุที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยก่อน เป็นเหตุให้เกิดความจำเป็นที่หากจำเลย จะฟ้องแย้งก็ต้องยื่นเข้ามาในคำให้การเพื่อรักษาสิทธิที่จะกระทำได้ตาม กฎหมายเท่านั้น เพราะขณะยื่นคำให้การและฟ้องแย้งยังไม่แน่ว่าศาลจะมี คำสั่งจำหน่ายคดีหรือไม่ ดังนี้ จึงถือไม่ได้ว่าเป็นพฤติการณ์ที่จำเลยได้สละ เงื่อนไขตามข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการจึงชอบที่ศาลจะต้องมีคำสั่งจำหน่าย คดีเพื่อให้โจทก์จำเลยดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการก่อน ซึ่งย่อมมีผลให้ ไม่มีคดีตามคำฟ้องของโจทก์ให้ต้องพิจารณาคดีต่อไปฟ้องแย้งของจำเลย จึงตกไปด้วย

คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๖๔๘/๒๕๔๑ จำเลยให้การว่าสัญญาซื้อขายที่โจทก์นำมาฟ้องตกเป็นโมฆะโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยให้ปฏิบัติตามสัญญาได้ ฉะนั้นที่จำเลยฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ชำระเงินให้จำเลยตามสัญญาดังกล่าวจึงขัดกับคำให้การของจำเลย และหากจำเลยชนะคดีก็ไม่อาจบังคับตามคำขอได้ ถือได้ว่าฟ้องแย้งดังกล่าวไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิมตาม ป.วิ.พ.มาตรา ๑๗๗ วรรคสาม

คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๐๗๑/๒๕๔๕ โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากตึกแถวที่โจทก์เช่าอยู่อ้างว่าจำเลยผิดสัญญา เช่าและโจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าแล้ว จำเลยให้การว่าไม่ได้ผิดสัญญาคดีมี ประเด็นเพียงว่า จำเลยเป็นผู้ผิดสัญญาเช่าหรือไม่ ฟ้องแย้งของจำเลยที่ว่า โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายสิทธิการเช่าตึกแถวให้แก่ พ. โดยไม่ให้สิทธิแก่จำเลย ซื้อก่อนตามข้อตกลงในสัญญาเช่า ขอให้เพิกถอนสัญญาดังกล่าวและบังคับให้ โจทก์ขายแก่จำเลย จึงไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม แต่เป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก และ มีผลกระทบไปถึงสิทธิของบุคคลภายนอกจึงไม่อาจพิจารณารวมกันได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๗ วรรคสาม

คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๐๒๘/๔๓ โจทก์ฟ้องว่าโจทก์ทั้งสี่เป็นทายาทของ ป. ผู้ถือ กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทเรียกร้องให้จำเลยทั้งสี่ซึ่งยึดถือโฉนดและ ครอบครองที่ดินพิพาทแบ่งที่ดินพิพาทให้จำเลยทั้งสี่ต่อสู้ว่าที่ดิน พิพาทเป็นมรดกตกแก่จำเลยทั้งสี่และ ป. โดย ป. มีส่วนได้รับไม่ถึง ตามฟ้อง ถือว่าโจทก์ทั้งสี่และจำเลยทั้งสี่เป็นเจ้าของร่วมกัน ประเด็น พิพาทมีเพียงว่าโจทก์ทั้งสี่มีสิทธิในที่ดินพิพาทมากน้อยเพียงใด การที่จำเลยที่ ๔ ต่อสู้ว่าฟ้องขาดอายุความมรดกเท่ากับต่อสู้ว่า โจทก์ทั้งสี่ไม่มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งเลยและฟ้องแย้งว่าตนได้กรรมสิทธิ์ ที่ดินส่วนที่ตนครอบครองโดยการครอบครองปรปักษ์ นอกจากโต้แย้ง สิทธิของโจทก์ทั้งสี่แล้วยังโต้แย้งสิทธิของจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ด้วย ฟ้องแย้งของจำเลยที่ ๔ จึงไม่เกี่ยวข้องกับฟ้องเดิมพอที่จะรวมการ พิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้

คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๒๖๕/๒๕๔๔ โจทก์ฟ้องจำเลยในฐานะส่วนตัวซึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาทเพื่อชำระ ค่าสินค้าให้รับผิดตามเนื้อความที่ลงในเช็ค จึงไม่เกี่ยวกับบริษัท พ. ซึ่งเป็นนิติบุคคล ต่างหาก หากโจทก์ผิดสัญญาในการติดตั้งเครื่องจักรในการผลิตน้ำดื่มให้แก่บริษัท พ. ก็เป็นเรื่องที่บริษัท พ. จะต้องไปว่ากล่าวกับโจทก์เป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก ฟ้องแย้ง ของจำเลยจึงไม่เกี่ยวกับคำฟ้องพอที่จะรวมพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๗ วรรคสามและมาตรา ๑๗๙ วรรคสาม

คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๓๙๑/๔๓ โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้กำจัดจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ มิให้รับมรดกของ ว. และให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินทรัพย์มรดก ระหว่างจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๕ สภาพแห่งข้อหาเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณา ว่ามีเหตุตามกฎหมายที่จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ จะต้องถูกกำจัดมิให้รับ มรดกของ ว. และจะต้องเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลย ที่ ๑ และจำเลยที่ ๕ ตามฟ้องหรือไม่ ฟ้องแย้งของจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ที่ขอให้กำจัดโจทก์ที่ ๒ มิให้รับมรดกของ ว. และให้โจทก์ที่ ๒ ชดใช้เงิน แก่จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ จึงไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมพอที่จะรวมการ พิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ ส่วนที่โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้ เพิกถอนจำเลยที่ ๑ จากการเป็นผู้จัดการมรดกของ ว. และตั้งโจทก์ทั้งสอง เป็นผู้จัดการมรดกแทน จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ จัดการมรดกโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว โจทก์ทั้งสองไม่เหมาะที่จะเป็น ผู้จัดการมรดกและฟ้องแย้งขอให้ตั้งจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ เป็นผู้จัดการ มรดกซึ่งยังไม่แน่นอนว่า ศาลจะเพิกถอนจำเลยที่ ๑ จากการเป็นผู้จัดการ มรดกหรือไม่ ฟ้องแย้งในส่วนนี้จึงเป็นฟ้องแย้งที่มีเงื่อนไข ไม่เกี่ยวกับ คำฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีเข้าด้วยกันได้ เช่นเดียวกัน

คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๓๙๑/๒๕๔๓ (ฎีกาเด่น)
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้กำจัดจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ มิให้รับมรดกของ ว. และให้เพิกถอ
นิติกรรมการซื้อขายที่ดินทรัพย์มรดกระหว่างจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๕ สภาพแห่งข้อหาเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาว่ามีเหตุตามกฎหมาย ที่จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ จะต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกของ ว. และจะต้องเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๕ ตามฟ้องหรือไม่ ฟ้องแย้งของจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ที่ขอให้กำจัดโจทก์ที่ ๒ มิให้รับมรดกของ ว. และให้โจทก์ที่ ๒ ชดใช้เงินแก่จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ จึงไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจาณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้
ส่วนที่โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้เพิกถอนจำเลยที่ ๑ จากการเป็นผู้จัดการมรดกของ ว. และตั้ง โจทก์ทั้งสองเป็น ผู้จัดการมรดกแทน จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ จัดการมรดกโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว โจทก์ทั้งสองไม่เหมาะที่จะเป็นผู้จัดการมรดกและฟ้องแย้งขอให้ตั้งจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ เป็นผู้จัดการมรดกซึ่งยังไม่แน่นอนว่า ศาลจะเพิกถอนจำเลยที่ ๑ จากการเป็นผู้จัดการมรดกหรือไม่ ฟ้องแย้งในส่วนนี้จึงเป็นฟ้องแย้งที่มีเงื่อนไข ไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีเข้าด้วยกันได้เช่นเดียวกัน






 จาก tui-na100.com
 อาทิตย์, 19/3/2549
 เวลา :
23:47
 IP:

 

แก้ไข / ลบคำตอบ
 คำตอบที่ 4
      
ฎีการ้อนมาแรงที่สมาชิกฝากให้ค้น

เขตอำนาจศาล, ตรวจคำคู่ความ, คืนค่าธรรมเนียมศาล
คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๙๔๗/๒๕๔๗
โจทก์ฟ้องเรียกเงินตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินที่ได้ชำระไปแล้วคืนเพราะจำเลยผิด
สัญญาและโจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว เมื่อสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินอันเป็นที่มาแห่งการโต้
แย้งสิทธิของโจทก์ทำที่สำนักงานของจำเลยในกรุงเทพมหานคร กรุงเทพมหานครจึงเป็น
สถานที่มูลคดีเกิด ส่วนที่จังหวัดนนทบุรีซึ่งเป็นที่ตั้งของที่ดินที่โจทก์ตกลงจะซื้อจะขาย
กันถือไม่ได้ว่าเป็นสถานที่ที่มูลคดีเกิดด้วย เมื่อมูลคดีมิได้เกิดในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น
ซึ่งเป็นที่ตั้งของที่ดินดังกล่าวโจทก์ย่อมไม่มีอำนาจเสนอคำฟ้องต่อศาลชั้นต้น
การที่โจทก์เสนอคำฟ้องโดยอ้างว่ามูลคดีเกิดในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น ย่อม
เป็นเหตุให้ศาลชั้นต้นเข้าใจว่าโจทก์มีอำนาจเสนอคำฟ้องต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นจึงรับ
คำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาในเบื้องต้น เมื่อจำเลยยื่นคำให้การและยกเรื่องเขตอำนาจศาล
ขึ้นต่อสู้ไว้ด้วย คดีจึงมีประเด็นเรื่องเขตอำนาจศาลที่ศาลชั้นต้นจะต้องวินิจฉัยโดยรับฟัง
ข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานในสำนวนที่โจทก์จำเลยนำสืบ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่า
มูลคดีเกิดในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นตามที่โจทก์กล่าวอ้าง ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจ
พิพากษายกฟ้องโจทก์เสียได้ แม้ศาลชั้นต้นมิได้สั่งไม่รับหรือคืนคำคู่ความในชั้นตรวจ
คำฟ้อง หรือสั่งแก้ไขคำสั่งรับฟ้องเป็นไม่รับฟ้องเพื่อให้โจทก์นำคำฟ้องไปยื่นต่อศาลที่มีเขต
อำนาจก็ตาม การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงหาเป็นการไม่ชอบไม่
ศาลชั้นต้นได้รับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาและพิพากษาชี้ขาดในประเด็นแห่งคดี
แล้วก็ย่อมไม่มีอำนาจสั่งคืนค่าขึ้นศาลให้โจทก์ เนื่องจาก ป.วิ.พ. มาตรา ๑๕๑ วรรคหนึ่ง
กำหนดให้ศาลคืนค่าธรรมเนียมทั้งหมดเฉพาะกรณีที่ศาลมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องโดยยังไม่ได้
วินิจฉัยประเด็นแห่งคดีเท่านั้น ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นสั่งให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ
จึงชอบแล้ว

ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๓๗ โจทก์และจำเลยทำสัญญาจะซื้อ จะขายที่ดินซึ่งตั้งอยู่ที่ถนนแจ้งวัฒนะ ตำบลปากเกร็ด อำเภอปากเกร็ด จังหวัด นนทบุรี เนื้อที่ ๑๒๐ ตารางวา ในโครงการจัดสรรของจำเลย ในราคา ๗,๔๓๔,๐๐๐ บาท โจทก์ได้ชำระค่าที่ดินให้แก่จำเลยแล้วรวมเป็นเงิน ๒,๒๓๐,๒๐๐ บาท ส่วนที่เหลือ อีก ๕,๒๐๓,๘๐๐ บาท จะชำระในวันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน แต่จำเลยไม่จัดทำระบบ สาธารณูปโภคและบริการสาธารณะตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ตามสัญญา เนื่องจากประสบภาวะขาดทุนโจทก์จึงบอกเลิกสัญญาและขอเงินคืน แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน ๒,๒๖๖,๔๒๘ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗๕ ต่อปี ในต้นเงิน ๑,๒๓๐,๒๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้น ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้พับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ที่เสียเกินมาเป็นเงิน ๕๖,๔๖๐ บาท แก่โจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า มูลคดีเกิด ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกเงินตามสัญญาจะซื้อ จะขายที่ดินที่ได้ชำระไปแล้วคืนเพราะจำเลยผิดสัญญาและโจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว เมื่อปรากฏว่าสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ทำที่ สำนักงานของจำเลยในกรุงเทพมหานคร กรุงเทพมหานครจึงเป็นสถานที่ที่มูลคดีเกิด ส่วนจังหวัดนนทบุรี ซึ่งเป็นที่ตั้งของที่ดินโจทก์จำเลยตกลงจะซื้อจะขายกันถือไม่ได้ ว่าเป็นสถานที่ที่มูลคดีเกิดด้วย เมื่อมูลคดีมิได้เกิดในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นซึ่งเป็น ที่ตั้งของที่ดินดังกล่าวโจทก์ก็ย่อมไม่มีอำนาจเสนอคำฟ้องของตนต่อศาลชั้นต้น ส่วนที่ โจทก์ฎีกาอ้างว่า โจทก์ได้ชำระหนี้ให้แก่จำเลยบางส่วนโดยได้วางประจำค่าที่ดิน ณ สถานที่เปิดขายโครงการของจำเลยในจังหวัดนนทบุรี ตลอดจนได้ชำระค่าที่ดินในงวด ต่อ ๆ มาด้วย จึงถือได้ว่าสถานที่ดังกล่าวเป็นสถานที่ที่มูลคดีเกิดด้วยนั้นเป็นข้อเท็จจริง ใหม่ที่โจทก์เพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ภาค ๑ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า ในชั้นตรวจ คำฟ้องหากศาลชั้นต้นเห็นว่าโจทก์ฟ้องผิดศาลก็ชอบที่จะสั่งไม่รับหรือคืนคำคู่ความ หรือหากตรวจเห็นภายหลังจากที่จำเลยให้การต่อสู้คดีเรื่องเขตอำนาจศาลแล้ว ก็ชอบที่จะแก้ไขคำสั่งรับคำฟ้องที่สั่งโดยผิดหลงเป็นไม่รับคำฟ้องเพื่อให้โจทก์ นำคำฟ้องไปยื่นต่อศาลที่มีเขตอำนาจ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำฟ้องของโจทก์ไว้ พิจารณาตลอดจนให้โจทก์จำเลยนำพยานเข้าสืบจนเสร็จสิ้นกระบวนความแล้ว ศาล ชั้นต้นจะหยิบยกเรื่องเขตอำนาจศาลมาพิจารณาพิพากษายกฟ้องโจทก์ไม่ได้เพราะ ไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณานั้น เห็นว่า โจทก์ได้เสนอคำฟ้องโดยอ้างว่ามูลคดีเกิด ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น กรณีย่อมเป็นเหตุให้ศาลชั้นต้นเข้าใจว่าโจทก์มีอำนาจ เสนอคำฟ้องต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นจึงได้มีคำสั่งรับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณา ในเบื้องต้นและเมื่อจำเลยยื่นคำให้การจำเลยก็ได้ยกเรื่องเขตอำนาจศาลขึ้นต่อสู้ไว้ด้วย คดีจึงมีประเด็นเรื่องเขตอำนาจศาลที่ศาลชั้นต้นจะต้องวินิจฉัยโดยรับฟังข้อเท็จจริงจาก พยานหลักฐานในสำนวนที่โจทก์จำเลยนำสืบ แต่เมื่อข้อเท็จจริงในสำนวนรับฟังไม่ได้ว่า มูลคดีเกิดในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นตามที่โจทก์กล่าวอ้าง ศาลชั้นต้นก็ย่อมมีอำนาจ พิพากษายกฟ้องของโจทก์เสียได้ การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นจึงหา เป็นการไม่ชอบดังที่โจทก์ฎีกาไม่ ส่วนเรื่องที่ศาลชั้นต้นมิได้สั่งคืนค่าขึ้นศาลให้โจทก์ นั้นก็เนื่องจากประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๕๑ วรรคหนึ่งกำหนด ให้ศาลสั่งคืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดเฉพาะกรณีที่ศาลมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องโดยยัง มิได้วินิจฉัยประเด็นแห่งคดีเท่านั้น แต่เมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นได้รับคำฟ้องของโจทก์ ไว้พิจารณาและพิพากษาชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีแล้วก็ย่อมไม่มีอำนาจสั่งคืนค่า ขึ้นศาลให้โจทก์ การที่ศาลชั้นต้นสั่งให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับจึงชอบแล้ว ที่ศาล อุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น อนึ่ง เนื่องจากศาลชั้นต้นวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทเรื่องเขตอำนาจศาลว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นแล้วพิพากษายกฟ้องโดยมิได้วินิจฉัยประเด็น ข้อพิพาทอื่น โจทก์อุทธรณ์คัดค้านว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องต่อศาลชั้นต้น ขอให้ศาล อุทธรณ์ภาค ๑ ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยประเด็นอื่นที่ยังมิได้วินิจฉัย และ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืน โจทก์ก็ฎีกาในลักษณะเดียวกันนี้ จึงเป็นฎีกาที่มี คำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ตามตาราง ๑ ข้อ (๒) (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง ๒๐๐ บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกินมาให้แก่โจทก์ พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกินกว่า ๒๐๐ บาท แก่โจทก์ ค่าธรรมเนียมนอกจากนี้ในชั้นฎีกาให้เป็นพับ (มนตรี ยอดปัญญา - วิบูลย์ มีอาสา - ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์)


คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๑๑๗/๒๕๔๘
ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับจำนองยื่นคำร้องต่อศาลก่อนเอาทรัยพ์สินจำนองออกขายทอดตลาด ขอให้กันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินจำนองไว้เท่ากับภาระหนี้จำนองที่จำเลยมีต่อผู้ร้อง แสดงให้เห็นเจตนาของผู้ร้องว่าประสงค์จะให้นำทรัพย์สินจำนองออกขายทอดตลาดโดยปลอดจำนองและนำเงินที่ได้จากการขายมาชำระหนี้จำนองแก่ผู้ร้องก่อน อันถือได้ว่าเป็นการขอรับชำระหนี้จำนองจากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองโดยอาศัยอำนาจแห่งการจำนองซึ่งผู้ร้องมีบุริมสิทธิในการที่จะได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้รายอื่น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๘๙ แม้ผู้ร้องจะอ้างว่าเป็นการขอกันส่วนตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๘๗ แต่เมื่อคำร้องของผู้ร้องต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา ๒๘๙ ก็ไม่ทำให้คำร้องของผู้ร้องเสียไป ศาลมีอำนาจรับคำร้องของผู้ร้องไว้พิจารณาได้

ย่อยาว
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๔๐๕,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๓,๐๐๐ บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว โจทก์จึงขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของจำเลยที่ ๒ ออกขายทอดตลาด ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องรับโอนสิทธิเรียกร้องตลอดจนหลักประกันของสินทรัพย์จากธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งรวมถึงหนี้สินของจำเลยที่ ๒ ที่มีอยู่กับธนาคารดังกล่าวด้วย ผู้ร้องประสงค์จะขอกันส่วนโดยอาศัยอำนาจบุริมสิทธิจากทรัพย์สินจำนองของจำเลยที่ ๒ ที่โจทก์ยึดไว้ ขอให้กันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดตามภาระหนี้จำนองจำนวน ๗๐,๙๒๑,๒๓๒.๙๐ บาท ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๘๗ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้จำนองยื่นคำร้องขอให้กันส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ ๒ ในคดีนี้โดยอาศัยสิทธิตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๘๗ แต่การบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาย่อมไม่กระทบกระเทือนถึงบุริมสิทธิอันเป็นสิทธิที่ผู้ร้องมีอยู่เหนือทรัพย์ที่ยึดไว้ในคดีนี้อยู่แล้ว ทั้งบทบัญญัติในมาตราดังกล่าวให้ความคุ้มครองโดยไม่จำต้องยื่นคำร้องต่อศาล กรณีจึงไม่มีเหตุจะต้องพิจารณาคำร้องของผู้ร้อง จึงให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๓ ทวิ ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ป.วิ.พ. มาตรา ๒๘๗ บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติมาตรา ๒๘๘ และ ๒๘๙ บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้นย่อมไม่กระทบกระทั่งถึงบุริมสิทธิหรือสิทธิอื่น ๆ ซึ่งบุคคลภายนอกอาจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินนั้นได้ตามกฎหมาย" ส่วนมาตรา ๒๘๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้าบุคคลใดชอบที่จะบังคับการชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดไว้ หรือชอบที่จะได้เงินที่ขายหรือจำหน่ายทรัพย์สินเหล่านั้นได้โดยอาศัยอำนาจแห่งการจำนองที่อาจบังคับได้ก็ดีหรืออาศัยอำนาจแห่งบุริมสิทธิก็ดี บุคคลนั้นอาจยื่นคำร้องขอต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดีให้เอาเงินที่ได้มานั้นชำระหนี้ตนก่อนเจ้าหนี้อื่น ๆ ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์…" เมื่อพิเคราะห์คำร้องของผู้ร้องที่ยื่นต่อศาลก่อนเอาทรัพย์สินจำนองออกขายทอดตลาดแล้ว การที่ผู้ร้องขอให้กันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินจำนองไว้เท่ากับภาระหนี้จำนองที่จำเลยมีต่อผู้ร้องนั้น แสดงให้เห็นเจตนาของผู้ร้องว่าประสงค์จะให้นำทรัพย์สินจำนองออกขายทอดตลาดโดยปลอดจำนองและนำเงินที่ได้จากการขายมาชำระหนี้จำนองแก่ผู้ร้องก่อน อันถือได้ว่าเป็นการขอรับชำระหนี้จำนองจากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองโดยอาศัยอำนาจแห่งการจำนองซึ่งผู้ร้องมีบุริมสิทธิในการที่จะได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้รายอื่น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๘๙ แม้ผู้ร้องจะอ้างว่าเป็นการขอกันส่วนตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๘๗ แต่เมื่อคำร้องของผู้ร้องต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา ๒๘๙ ก็ไม่ทำให้คำร้องของผู้ร้องเสียไป ศาลมีอำนาจรับคำร้องของผู้ร้องไว้พิจารณาได้ พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องของผู้ร้องไว้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.

องค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา - ปัญญา ถนอมรอด - ชวลิต ตุลยสิงห์



 จาก tui-na100.com
 อังคาร, 21/3/2549
 เวลา :
12:25
 IP:
202.29.54.62

 

แก้ไข / ลบคำตอบ
 คำตอบที่ 5
      


ฎีการวมวิแพ่ง เก็บตกมาฝากครั้งที่ ๑

คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๖๘๕/๒๕๔๘
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้กู้ยืมและจำนองเป็นต้นเงินและดอกเบี้ยรวมเป็นเงินจำนวนแน่นอน เมื่อจำเลยทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มาศาลในวันนัดสืบพยาน จำเลยขาดนัดพิจารณา ป.วิ.พ. มาตรา ๒๐๖ วรรคสอง ให้นำบทบัญญัติในมาตรา ๑๙๘ ทวิ วรรคสองและวรรคสาม มาใช้บังคับโดยอนุโลม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ส่งพยานเอกสารตามที่เห็นว่าจำเป็นแทนการสืบพยานได้ ชอบด้วยกระบวนพิจารณาแล้ว

คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๑๑/๒๕๔๘
รายงานกระบวนพิจารณาเป็นเอกสารที่ศาลจดบันทึกข้อความเกี่ยวด้วยเรื่องที่ได้กระทำในการนั่งพิจารณาหรือในการดำเนินกระบวนพิจารณาอื่นของศาล ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา ๔๘ ส่วนคำให้การเป็นคำคู่ความซึ่งกฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้งใน ป.วิ.พ. มาตรา ๖๗ ว่าให้คู่ความทำเป็นหนังสือโดยใช้แบบพิมพ์ของศาลและมีรายการต่าง ๆ ตามที่ระบุไว้ในบทบัญญัติดังกล่าว ดังนั้น แม้ศาลชั้นต้นจะได้บันทึกคำแถลงของจำเลยที่ ๔ ที่ยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์ตามฟ้องไว้ในรายงานกระบวนพิจารณา ก็ถือไม่ได้ว่ารายงานกระบวนพิจารณาฉบับดังกล่าวเป็นคำให้การของจำเลยที่ ๔
เมื่อจำเลยที่ ๔ มิได้ยื่นคำให้การภายในกำหนด กรณีจึงถือว่าจำเลยที่ ๔ ขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ต้องมีคำขอต่อศาลภายใน ๑๕ วันนับแต่ระยะเวลาที่กำหนดให้จำเลยที่ ๔ ยื่นคำให้การได้สิ้นสุดลงเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัด ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๙๘ วรรคหนึ่ง แม้จำเลยทั้งสี่จะแถลงยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์ตามฟ้อง และศาลชั้นต้นสามารถพิจารณาคดีได้โดยไม่ต้องทำการสืบพยานอีกต่อไป ก็ไม่ทำให้โจทก์หมดหน้าที่ที่จะต้องมีคำขอตามบทกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์มิได้มีคำขอศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีของโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๔ ออกจากสารบบความได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๙๘ วรรคสอง

คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๘๘๐/๒๕๔๗
สัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันไม่ได้ปิดอากรแสตมป์หรือเสียภาษีอากรแสตมป์เป็นตัวเงิน ป.รัษฎากร มาตรา ๑๑๘ บัญญัติว่า ตราสารใดไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์จะใช้ต้นฉบับหรือสำเนาเอกสารนั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ แม้จำเลยที่ ๑ จะขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา โจทก์มีหน้าที่ต้องนำสืบว่าจำเลยที่ ๑ ทำสัญญาเช่าซื้อ เมื่อสัญญาเช่าซื้อไม่อาจใช้รับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ คดีจึงไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยที่ ๑ ทำสัญญาเช่าซื้อกับโจทก์ และแม้จำเลยที่ ๒ จะให้การรับว่าจำเลยที่ ๑ ทำสัญญาเช่าซื้อโดยมีจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกันจริง แต่คำให้การของจำเลยที่ ๒ ดังกล่าวก็หามีผลถึงจำเลยที่ ๑ ไม่ เมื่อจำเลยที่ ๑ เป็นลูกหนี้ชั้นต้น คดีจึงมีผลถึงจำเลยที่ ๒ ในฐานะผู้ค้ำประกันด้วย

คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๖๐๐/๒๕๔๘
ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานจำเลยทั้งสามซึ่งมีหน้าที่นำสืบก่อน จำเลยทั้งสามขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและถือว่าจำเลยทั้งสามไม่มีพยานมาสืบ แล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสามรับผิดตามฟ้อง จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสามฎีกา ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองในส่วนของจำเลยที่ ๓ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้จำเลยที่ ๓ นำพยานเข้าสืบต่อไปและให้โจทก์นำพยานเข้าสืบหักล้างแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ย่อมหมายถึงว่าศาลฎีกาได้อนุญาตให้จำเลยที่ ๓ ได้เลื่อนคดีตามที่ร้องขอ และวันสืบพยานตามความหมาย ป.วิ.พ. มาตรา ๑ (๑๐) คือวันที่ศาลชั้นต้นเริ่มทำการสืบพยานจำเลยที่ ๓ ในการดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่นี้ โจทก์ทราบกำหนดวันนัดสืบพยานจำเลยที่ ๓ โดยชอบแล้ว เมื่อโจทก์และทนายโจทก์ไม่มาศาลในวันนัด จึงถือว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๙๗ วรรคสอง (เดิม) ศาลต้องดำเนินกระบวนพิจารณาตามมาตรา ๒๐๑ (เดิม) กล่าวคือ ศาลต้องมีคำสั่งจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ แต่หากจำเลยที่ ๓ ขอให้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ศาลต้องมีคำสั่งแสดงว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณาก่อน แล้วจึงจะพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีนั้นไปฝ่ายเดียวตามบทบัญญัติแห่งมาตรา ๒๐๕ ถึงมาตรา ๒๐๙ เดิม ซึ่งเป็นบทบัญญัติพิเศษโดยเฉพาะของวิธีพิจารณาวิสามัญอันว่าด้วยการพิจารณาโดยขาดนัดซึ่งแตกต่างโดยสิ้นเชิงจากกระบวนวิธีพิจารณาสามัญ ดังนั้น การที่โจทก์ขาดนัดพิจารณาแต่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาอย่างวิธีพิจารณาสามัญโดยมีคำสั่งว่าให้จำเลยที่ ๓ สืบพยาน แล้วเลื่อนคดีไปให้โจทก์ซักค้านในนัดหน้า จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยผิดระเบียบที่เมื่อศาลเห็นสมควรหรือเมื่อคู่ความฝ่ายที่เสียหายเนื่องจากการปฏิบัติผิดระเบียบนั้นร้องขอ ศาลย่อมมีอำนาจที่จะสั่งให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง อย่างไรก็ตาม มาตรา ๒๗ วรรคสอง กำหนดกรอบระยะเวลาและเงื่อนไขการที่คู่ความจะร้องขอให้ศาลเพิกถอนการพิจารณาผิดระเบียบว่า "ข้อคัดค้านเรื่องผิดระเบียบนั้น คู่ความฝ่ายที่เสียหายอาจยกขึ้นกล่าวได้ไม่ว่าเวลาใด ๆ ก่อนมีคำพิพากษา แต่ต้องไม่ช้ากว่าแปดวันนับแต่วันที่คู่ความฝ่ายนั้นได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น แต่ทั้งนี้คู่ความฝ่ายนั้นต้องมิได้ดำเนินการอันใดขึ้นใหม่หลังจากที่ได้ทราบเรื่องผิดระเบียบแล้ว หรือต้องมิได้ให้สัตยาบันแก่การผิดระเบียบนั้น ๆ" เมื่อจำเลยที่ ๓ ไม่ได้คัดค้านหรือร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบ กลับนำตัวจำเลยที่ ๓ เข้าเบิกความจนจบคำซักค้าน แล้วต่อมาเพียงแต่ยื่นคำแถลงคัดค้านว่า ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาโดยไม่ชอบด้วยมาตรา ๒๐๑ วรรคสอง โดยไม่ได้ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าวจึงเข้าลักษณะเป็นการโต้แย้งคำสั่งระหว่างพิจารณาเพื่อจะได้ใช้สิทธิอุทธรณ์ตามมาตรา ๒๒๖ (๒) เท่านั้น หลังจากนั้นจำเลยที่ ๓ ก็ได้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปจนเสร็จการพิจารณา กรณีต้องถือว่าจำเลยที่ ๓ มิได้ร้องขอให้ศาลเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบภายในกำหนดระยะเวลาตามมาตรา ๒๗ วรรคสอง อีกทั้งจำเลยที่ ๓ ได้ดำเนินการพิจารณาต่อไปหลังจากได้ทราบเรื่องผิดระเบียบนั้น จำเลยที่ ๓ จึงไม่อาจอุทธรณ์หรือฎีกาขอให้ศาลสูงมีคำสั่งเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบเช่นว่านี้ได้อีก


คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๖๓๖/๒๕๔๖
ตามบทบัญญัติมาตรา ๙๐/๖ แห่ง พ.ร.บ. ล้มละลาย ฯ ย่อมเป็นที่ประจักษ์ชัดว่า คำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้มีสาระสำคัญประการหนึ่งที่จะต้องแสดงในคำร้องขอ ก็คือผู้ร้องขอจะต้องจัดทำบัญชีรายชื่อและที่อยู่ของเจ้าหนี้ทั้งหลายด้วยเหตุที่ว่า เมื่อศาลสั่งรับคำร้องขอแล้วให้ส่งสำเนาคำร้องขอแก่เจ้าหนี้ทั้งหลายเท่าที่ทราบ ตามมาตรา ๙๐/๙ วรรคหนึ่ง เพื่อเจ้าหนี้อาจยื่นคำคัดค้านตามมาตรา ๙๐/๙ วรรคสาม และเมื่อศาลมีคำสั่งตั้งผู้ทำแผนแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะต้องโฆษณาคำสั่งตั้งผู้ทำแผนในราชกิจจานุเบกษาและหนังสือพิมพ์รายวันที่แพร่หลายไม่น้อยกว่า ๒ ฉบับ ตามมาตรา ๙๐/๒๐ วรรคสี่ นอกจากนั้นยังต้องแจ้งคำสั่งตั้งผู้ทำแผนและกำหนดเวลาให้เจ้าหนี้ทั้งหลายตามบัญชีรายชื่อที่ลูกหนี้หรือเจ้าหนี้เสนอต่อศาลและเจ้าหนี้อื่นเท่าที่ทราบ ตามมาตรา ๙๐/๒๔ วรรคสอง และวรรคสาม เพื่อให้เจ้าหนี้เหล่านั้นยื่นคำขอรับชำระหนี้ ตามมาตรา ๙๐/๒๖
ลูกหนี้เป็นหนี้เจ้าหนี้ในมูลหนี้ตามสัญญาซื้อขายสินค้าอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ได้สั่งซื้อจากเจ้าหนี้ตั้งแต่วันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๔๓ ต่อมาวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๔๔ ลูกหนี้ยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการแต่มิได้ระบุชื่อและที่อยู่ของเจ้าหนี้รายนี้ในบัญชีเจ้าหนี้ที่เสนอต่อศาล ทั้งที่ลูกหนี้ทราบชื่อและที่อยู่ของเจ้าหนี้ในขณะยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการเป็นอย่างดีแล้ว นอกจากนั้นหลังจากศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้แล้ว เจ้าหนี้และลูกหนี้ได้มีการเจรจาเรื่องการชำระหนี้สินระหว่างกันเมื่อวันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๔๔ ที่เมืองย่างกุ้ง สหภาพพม่า การที่ลูกหนี้ละเลยไม่ระบุชื่อและที่อยู่ของเจ้าหนี้ในบัญชีเจ้าหนี้ จึงเป็นการจงใจฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา ๙๐/๖ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าหนี้เพราะเป็นเหตุให้ศาลไม่อาจส่งสำเนาคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการแก่เจ้าหนี้ ตามมาตรา ๙๐/๙ วรรคหนึ่ง และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่อาจแจ้งคำสั่งตั้งผู้ทำแผนและกำหนดเวลาเสนอคำขอรับชำระหนี้ให้เจ้าหนี้ทราบได้ ตามมาตรา ๙๐/๒๔ วรรคสองและวรรคสาม เมื่อไม่ปรากฏว่าเจ้าหนี้ทราบคำสั่งตั้งผู้ทำแผน และกำหนดเวลายื่นคำขอรับชำระหนี้ก่อนหน้านี้ กรณีจึงมีเหตุตามกฎหมายที่จะรับคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ที่ยื่นต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เกินกำหนด ๑ เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งตั้งผู้ทำแผนไว้พิจารณาคำพิพากษาฎีกาที่ ๗๐๓๑/๒๕๔๖
การที่จะได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้ที่อยู่ในกระบวนพิจารณาคดีฟื้นฟูกิจการนั้น แบ่งตามมูลหนี้ที่เกิดขึ้นเป็น ๓ ช่วง กล่าวคือ ช่วงแรก มูลหนี้ที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการและหนี้ที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนถึงวันที่ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ทำแผน อันเจ้าหนี้จะต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในมาตรา ๙๐/๒๖ และมาตรา ๙๐/๒๗ ช่วงที่สอง หนี้ที่เกิดขึ้นหลังจากวันที่ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ทำแผนจนถึงก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน หากว่าหนี้ส่วนนี้มิได้กำหนดไว้ในแผนเป็นอย่างอื่น เจ้าหนี้ก็สามารถฟ้องร้องเป็นคดีแพ่งได้ โดยอยู่ภายใต้บังคับของมาตรา ๙๐/๑๒ (๔) (๕) และมาตรา ๙๐/๑๓ ช่วงที่สาม หนี้ที่เกิดขึ้นหลังจากศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน เมื่อแผนฟื้นฟูกิจการมิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิฟ้องร้องลูกหนี้เป็นคดีแพ่งต่อศาลที่มีเขตอำนาจได้โดยไม่ต้องขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามมาตรา ๙๐/๖๒
เมื่อหนี้ของเจ้าหนี้เป็นหนี้ที่เกิดขึ้นหลังจากศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนแล้ว และแผนฟื้นฟูกิจการมิได้กำหนดเรื่องดังกล่าวไว้ เจ้าหนี้จึงหาอาจมีคำขอในคดีฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลางให้สั่งให้ลูกหนี้ชำระหนี้ดังกล่าวได้ไม่



คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๑๔๔/๒๕๓๓
จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ โดยนำเงินค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาล แต่มิได้นำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๓๔ และมิได้อ้างในคำร้องว่าจำเลยได้วางเงินค่าเช่าอันพอชำระหนี้ตามคำพิพากษาไว้ ณ สำนักงานวางทรัพย์กลาง กรมบังคับคดีแล้ว เพิ่งจะมากล่าวอ้างในฎีกาของจำเลย การที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์และยกคำร้องจึงชอบแล้ว


คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๒๗๐/๒๕๔๗
การปฏิบัติตามคำสั่งอายัดชั่วคราวก่อนพิพากษาของศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๕๔ (๑) มิใช่กรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ทำการบังคับคดีโดยยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้แทนเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๙๐ วรรคหนึ่ง แม้หลังจากศาลชั้นต้นตัดสินให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดี คำสั่งอายัดชั่วคราวก่อนพิพากษาของศาลชั้นต้นยังคงมีผลบังคับต่อไปเท่าที่จำเป็นเพื่อบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง ตามมาตรา ๒๖๐ (๒) ก็ตาม แต่ก็เป็นวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา ไม่ใช่การบังคับคดีตามคำพิพากษา เมื่อโจทก์มิได้ขอออกหมายบังคับคดีอันเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาเพื่อบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษา จึงถือไม่ได้ว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ทำการบังคับคดีโดยยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้แทนโจทก์ ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว กรณีจึงไม่ต้องห้ามมิให้ยึดหรืออายัดซ้ำตาม มาตรา ๒๙๐ วรรคหนึ่ง

คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๕๙๒/๒๕๓๙
การร้องขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณาตาม ป.วิ.พ.มาตรา ๒๖๔ คู่ความฝ่ายใดในคดีนั้น ๆ จะร้องขอก็ได้ แต่จะต้องเป็นการคุ้มครองประโยชน์ของผู้ร้องขอ เพื่อให้ทรัพย์สิน สิทธิ หรือประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งที่พิพาทกันในคดีนั้นได้รับการคุ้มครองไว้จนกว่าศาลจะได้มีคำพิพากษา กรณีที่จำเลยที่ ๑ฟ้องแย้งขอให้โจทก์ชำระเงินเช่นในคดีนี้ มิใช่พิพาทกันด้วยทรัพย์สินหรือสิทธิหรือประโยชน์ จำเลยที่ ๑ จึงขอให้โจทก์นำทรัพย์สินหรือเงินมาวางศาลตามมาตรานี้ไม่ได้ เพราะไม่มีกฎหมายใดบัญญัติให้ทำเช่นนั้นได้

คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๔๕๑/๒๕๔๘
ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมีโฉนด เมื่อผู้ร้องและจำเลยได้ตกลงแบ่งแยกการครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์รวมของจำเลยกับผู้ร้องก่อนจะมีการบังคับคดีแล้ว ข้อตกลงดังกล่าวย่อมผูกพันจำเลยและผู้ร้องตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๖๔ โจทก์ซึ่งเป็นเพียงเจ้าหนี้สามัญจึงมีสิทธิบังคับคดีได้เท่าที่จำเลยมีสิทธิในที่ดินพิพาทเท่านั้น ไม่มีสิทธิเอาที่ดินของผู้ร้องมาขายทอดตลาดได้ ถือได้ว่าผู้ร้องซึ่งเป็นบุคคลภายนอกมีสิทธิอื่น ๆ อันอาจร้องขอให้บังคับเหนือที่ดินนั้นได้ตามกฎหมายซึ่งการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้น ย่อมไม่กระทบกระทั่งถึงสิทธิของผู้ร้อง ผู้ร้องย่อมมีสิทธิขอให้กันที่ดินส่วนที่ผู้ร้องครอบครองก่อนนำที่ดินพิพาททั้งแปลงออกขายทอดตลาดได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๘๗

คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๑๓๙/๒๕๓๗
ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมี น.ส.๓ หากผู้ร้องทั้งสองกับจำเลยได้แบ่งการครอบครองเป็นส่วนสัดตามคำร้องแล้ว ความตกลงที่ให้แบ่งการครอบครองเป็นส่วนสัดย่อมผูกมัดจำเลยและผู้ร้องทั้งสองตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๖๔ ผู้ร้องทั้งสองและจำเลยย่อมได้สิทธิครอบครองที่ดินตามส่วนสัดที่แบ่งกันครอบครองมานั้นโจทก์เป็นเพียงเจ้าหนี้สามัญจึงมีสิทธิบังคับคดีได้เท่าที่จำเลยมีสิทธิอยู่ในที่ดินนั้นไม่มีสิทธิเอาที่ดินส่วนของผู้ร้องทั้งสองมาขายทอดตลาดได้ ถือได้ว่าผู้ร้องทั้งสองซึ่งเป็นบุคคลภายนอกมีสิทธิอื่น ๆ อันอาจร้องขอให้บังคับเหนือที่ดินนั้นได้ตามกฎหมายซึ่งการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้นย่อมไม่กระทบกระทั่งถึงสิทธิของผู้ร้องทั้งสอง ผู้ร้องทั้งสองย่อมมีสิทธิที่จะขอให้กันที่ดินส่วนที่ผู้ร้องทั้งสองครอบครองนั้นก่อนนำที่ดินทั้งแปลงออกขายทอดตลาดได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๘๗

การขายทอดตลาด, จำนอง, สิทธิของบุคคลภายนอก
คำพิพากษาฎีกาที่๖๗๕/๒๕๔๖
ผู้ร้องกับจำเลยร่วมกันซื้อที่ดิน ๒ แปลง โดยตกลงแบ่งการครอบครองเป็น
ลายลักษณ์อักษรว่าจำเลยได้ส่วนแบ่งทางด้านทิศตะวันตก ส่วนผู้ร้องได้ส่วน
แบ่งด้านทิศตะวันออกคนละครึ่ง อันเป็นข้อตกลงภายในระหว่างกันเองว่ามีการ
แบ่งแยกการครอบครองอย่างไรเท่านั้น หาได้มีการแบ่งแยกกันครอบครองอย่าง
เป็นรูปธรรมชัดเจนไม่ เมื่อจำเลยนำที่ดินดังกล่าวไปจำนองต่อโจทก์ ผู้ร้องก็ทราบ
และให้ความยินยอมเป็นหนังสือ ทั้งเมื่อมีการจดทะเบียนจำนองนอกจากผู้ร้องจะ
ไม่ให้ปากคำใดๆ แล้ว ยังไม่ส่งมอบเอกสารการแบ่งแยกการครอบครองที่ผู้ร้องกับ
จำเลยทำต่อกันแก่เจ้าพนักงานที่ดินเพื่อทราบ ซึ่งนับว่าเป็นความประมาทเลินเล่อ
ของผู้ร้องอย่างมาก ฉะนั้น การที่จะให้โจทก์เรียกเอกสารประกอบอื่นใดที่อาจมา
บั่นทอนกรรมสิทธิ์ของหลักประกันนั้นย่อมไม่อยู่ในวิสัยที่โจทก์พึงกระทำเว้นแต่ผู้ร้อง
จะเสาะหามาแสดงเอง กรณีต้องถือว่าผู้ร้องและจำเลยได้ร่วมกันครอบครองที่ดิน
ทุกส่วนทั้งสองแปลงอันโจทก์มีสิทธิยึดเพื่อนำออกขายทอดตลาดชำระหนี้ได้ ผู้ร้อง
ไม่มีสิทธิขอให้กันส่วนของตนในที่ดินทั้งสองแปลงออกก่อนขายทอดตลาด


ข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน, บังคับคดี
คำพิพากษาฎีกาที่๒๙๖๘/๒๕๔๔ ศาลพิพากษาให้จำเลยแบ่ง
มรดกแก่โจทก์ทั้งสามตามสัญญาแบ่งมรดกหากแบ่งกันไม่ได้ให้นำออก
ขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกันตามส่วน แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา
โจทก์ทั้งสามขอให้บังคับคดีและเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดทรัพย์
พิพาท จึงเป็นกรณีโจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นเจ้าของรวมในทรัพย์พิพาท
ดำเนินการเพื่อแบ่งทรัพย์สินในฐานะเจ้าของรวมเท่านั้น โจทก์ทั้งสาม
และจำเลยไม่ใช่เจ้าหนี้หรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาต่อกัน กรณีไม่ใช่
การร้องขอให้บังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗๑ ผู้ร้องทั้งสองและ
จำเลยไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดตาม ป.วิ.พ. มาตรา
๒๘๘ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของ
ประชาชนศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้


คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๗๖/๒๕๔๖
โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้จำเลยแบ่งแยกที่ดินพิพาท ซึ่งโจทก์ทั้งสามและจำเลยเป็นผู้มีชื่อในเอกสารสิทธิ ดังกล่าวร่วมกัน ต่อมาศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยแบ่งแยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสาม เนื้อที่ ๒ ไร่ ๔๗ ตารางวา หากจำเลยไม่ยอมแบ่งแยกให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หากไม่สามารถแบ่งแยกได้ให้นำที่ดินพิพาทออกขายทอดตลาดเพื่อเอาเงินแบ่งกันตามส่วนจำเลยไม่ยอมแบ่งแยกและการแบ่งแยกไม่อาจกระทำได้ โจทก์ทั้งสามจึงขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีคดีที่ดินพิพาทออกขายทอดตลาดเพื่อเอาเงินแบ่งกันตามส่วน การยึดทรัพย์ในกรณีนี้มิใช่เป็นการร้องขอให้บังคับคดีตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง หากแต่เป็น การร้องขอให้ศาลกำหนดวิธีการแบ่งทรัพย์สินกันระหว่างโจทก์ทั้งสามและจำเลยผู้เป็นเจ้าของรวมตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๖๔ วรรคสอง ฉะนั้น ผู้ร้องทั้งห้าจึงไม่มีสิทธิร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๘๘


ข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน,ร้องขัดทรัพย์
เจ้าพนักงานบังคับคดีมอบให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเข้าครอบครองทรัพย์

คำพิพากษาฎีกาที่๖๕๔๗/๓๘ การบังคับคดีแก่ทรัพย์สินตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๙๖ตรี
ไม่ใช่การยึดเพื่อนำออกขายทอดตลาด ผู้ร้องจึงไม่อาจร้องขอให้ปล่อยทรัพย์
ดังกล่าวตามมาตรา ๒๘๘ ได้ และเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของ
ประชาชนซึ่งศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง

ผู้อยู่ในฐานะอันอาจจดทะเบียนสิทธิได้ก่อน, สิทธิของบุคคลภายนอกเหนือทรัพย์สิน
ที่ถูกบังคับคดี
คำพิพากษาฎีกาที่๒๐๕๖/๒๕๔๘
แม้โจทก์จะนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของจำเลย
เพื่อบังคับคดีตามคำพิพากษาแล้วก็ตาม แต่เมื่อยังไม่มีมีการขายทอดตลาด และ
ต่อมาศาลอีกคดีหนึ่งได้พิพากษาตามยอมให้จำเลยโอนทรัพย์ดังกล่าวแก่ผู้ร้อง
ผู้ร้องย่อมมีสิทธิตามคำพิพากษาที่จะบังคับจำเลยให้จดทะเบียนสิทธิเหนือทรัพย์
ดังกล่าวได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๐๐ และมีสิทธิร้องขอให้ศาลเพิกถอนการยึด
ทรัพย์ดังกล่าวได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๘๗


คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๑๑๗/๒๕๔๘
ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับจำนองยื่นคำร้องต่อศาลก่อนเอาทรัยพ์สินจำนองออกขายทอดตลาด ขอให้กันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินจำนองไว้เท่ากับภาระหนี้จำนองที่จำเลยมีต่อผู้ร้อง แสดงให้เห็นเจตนาของผู้ร้องว่าประสงค์จะให้นำทรัพย์สินจำนองออกขายทอดตลาดโดยปลอดจำนองและนำเงินที่ได้จากการขายมาชำระหนี้จำนองแก่ผู้ร้องก่อน อันถือได้ว่าเป็นการขอรับชำระหนี้จำนองจากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองโดยอาศัยอำนาจแห่งการจำนองซึ่งผู้ร้องมีบุริมสิทธิในการที่จะได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้รายอื่น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๘๙ แม้ผู้ร้องจะอ้างว่าเป็นการขอกันส่วนตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๘๗ แต่เมื่อคำร้องของผู้ร้องต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา ๒๘๙ ก็ไม่ทำให้คำร้องของผู้ร้องเสียไป ศาลมีอำนาจรับคำร้องของผู้ร้องไว้พิจารณาได้

คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๒๑/๒๕๐๒
โจทก์เป็นลูกจ้างรายเดือนของจำเลย ได้มีกำหนดเวลาจ่ายค่าจ้างเมื่อสิ้นเดือน ต่อมาได้เปลี่ยนเวลาจ่ายค่าจ้างออกเป็น ๒ ครั้ง คือ กลางเดือนครั้งหนึ่งปลายเดือนครั้งหนึ่ง เพื่อช่วยเหลือโจทก์ได้มีเงินสดซื้อข้าวสาร ดังนี้หาทำให้โจทก์เปลี่ยนฐานะจากลูกจ้างรายเดือนไม่ ฉะนั้น การที่จำเลยบอกเลิกสัญญาจ้างกับโจทก์ในตอนจ่ายค่าจ้างกลางเดือน จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการบอกกล่าวล่วงหน้าเมื่อถึงกำหนด จ่ายสินจ้างคราวใดคราวหนึ่ง ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๕๘๒.

คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๒๑/๒๕๐๖
โจทก์ไปแจ้งความว่าจำเลยไม่ให้เงินแก่โจทก์ ๒๐,๐๐๐ บาทตามสัญญา แล้วพนักงานสอบสวนบันทึกข้อตกลงของโจทก์จำเลยไว้ว่า จำเลยยอมใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ ๒,๐๐๐ บาท โจทก์ไม่ยินยอม จำเลยยินยอมใช้เงิน ๒๐,๐๐๐ บาทแต่ไม่มีเงินสด จะให้หักโอนที่ดินที่เสม็ดเหนือ เสม็ดใต้ให้โจทก์ในราคาประมาณ ๒๐,๐๐๐ บาท คู่กรณีจะได้ทำการตกลงกันต่อไป ข้อความเพียงเท่านี้แสดงว่าโจทก์ยังไม่ได้ตกลงว่าจะยอมรับเอาที่ดินแทนเงินสดหรือไม่ ยังไม่มีข้อตกลงของทั้งสองฝ่ายที่จะให้ระงับข้อพิพาท หนังสือนี้ยังไม่เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ

คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๕๗/๒๕๑๐
ในการตรวจอุทธรณ์ที่ยื่นต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นอาจตรวจทั้งในข้อที่คดีต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๔, ๒๓๐ รวมตลอดทั้งตรวจอุทธรณ์เพื่อปฏิเสธไม่ส่งอุทธรณ์นั้นในเหตุอื่นตามมาตรา ๒๓๐ วรรค ๒ และมาตรา ๒๓๒ ด้วย
ศาลชั้นต้นตรวจอุทธรณ์ของโจทก์ตามมาตรา ๒๓๒ และมีคำสั่งให้คืนฟ้องอุทธรณ์ให้โจทก์เสียค่าฤชาธรรมเนียมให้ครบถ้วน คำสั่งศาลชั้นต้นนี้เป็นคำสั่งปฏิเสธไม่ส่งอุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์โดยเหตุผลดังที่ปรากฏในคำสั่งนั้น โจทก์จึงอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์นี้ โดยยื่นคำขอเป็นคำร้องต่อศาลชั้นต้นตามมาตรา ๒๓๔ ศาลอุทธรณ์พิจารณาคำร้องของโจทก์แล้วมีคำสั่งว่า ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าโจทก์เสียค่าขึ้นศาลไม่ครบนั้นชอบแล้วให้ยกคำร้อง คำสั่งศาลอุทธรณ์ดังนี้เป็นคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ปฏิเสธไม่ส่งอุทธรณ์ไปศาลอุทธรณ์นั่นเอง ซึ่งมาตรา ๒๓๖ บัญญัติว่า คำสั่งศาลอุทธรณ์นี้ให้เป็นที่สุด โจทก์จึงฎีกาคำสั่งนี้ไม่ได้ (อ้างฎีกาที่ ๑๒๒๓/๒๔๙๘, ๑๔๐๔/๒๔๙๘)

ขยายระยะเวลา,อุทธรณ์ฎีกา,ฎีกา,อุทธรณ์คำสั่ง,ไม่รับฎีกา

คำพิพากษาฎีกาที่๒๒๙๔/๓๖ ศาลชั้นต้นสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยที่ ๑ วางเงินค่าขึ้นศาล
ชั้นฎีกาและค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนโจทก์ เพราะวางเมื่อพ้นกำหนด
ฎีกาเป็นคำสั่งเกี่ยวกับการขอขยายระยะเวลา ตามประมวลกฎหมาย
วิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๓ หาใช่สั่งเกี่ยวกับการรับหรือไม่รับฎีกา
ของจำเลยที่ ๑ไม่ หากจำเลยที่ ๑ ประสงค์จะคัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้น
ดังกล่าว ก็ชอบที่จะอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ไปตามลำดับชั้นศาล ไม่มี
บทกฎหมายใดให้อำนาจจำเลยที่ ๑ ฎีกาคัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นโดยตรง
ต่อศาลฎีกาได้


เขตอำนาจศาล, ตรวจคำคู่ความ, คืนค่าธรรมเนียมศาล
คำพิพากษาฎีกาที่๘๙๔๗/๒๕๔๗
โจทก์ฟ้องเรียกเงินตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินที่ได้ชำระไปแล้วคืนเพราะจำเลยผิด
สัญญาและโจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว เมื่อสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินอันเป็นที่มาแห่งการได้
แย้งสิทธิของโจทก์ทำที่สำนักงานของจำเลยในกรุงเทพมหานคร กรุงเทพมหานครจึงเป็น
สถานที่มูลคดีเกิด ส่วนที่จังหวัดนนทบุรีซึ่งเป็นที่ตั้งของที่ดินที่โจทก์ตกลงจะซื้อจะขาย
กันถือไม่ได้ว่าเป็นสถานที่ที่มูลคดีเกิดด้วย เมื่อมูลคดีมิได้เกิดในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น
ซึ่งเป็นที่ตั้งของที่ดินดังกล่าวโจทก์ย่อมไม่มีอำนาจเสนอคำฟ้องต่อศาลชั้นต้น
การที่โจทก์เสนอคำฟ้องโดยอ้างว่ามูลคดีเกิดในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น ย่อม
เป็นเหตุให้ศาลชั้นต้นเข้าใจว่าโจทก์มีอำนาจเสนอคำฟ้องต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นจึงรับ
คำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาในเบื้องต้น เมื่อจำเลยยื่นคำให้การและยกเรื่องเขตอำนาจศาล
ขึ้นต่อสู้ไว้ด้วย คดีจึงมีประเด็นเรื่องเขตอำนาจศาลที่ศาลชั้นต้นจะต้องวินิจฉัยโดยรับฟัง
ข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานในสำนวนที่โจทก์จำเลยนำสืบ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่า
มูลคดีเกิดในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นตามที่โจทก์กล่าวอ้าง ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจ
พิพากษายกฟ้องโจทก์เสียได้ แม้ศาลชั้นต้นมิได้สั่งไม่รับหรือคืนคำคู่ความในชั้นตรวจ
คำฟ้อง หรือสั่งแก้ไขคำสั่งรับฟ้องเป็นไม่รับฟ้องเพื่อให้โจทก์นำคำฟ้องไปยื่นต่อศาลที่มีเขต
อำนาจก็ตาม การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงหาเป็นการไม่ชอบไม่
ศาลชั้นต้นได้รับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาและพิพากษาชี้ขาดในประเด็นแห่งคดี
แล้วก็ย่อมไม่มีอำนาจสั่งคืนค่าขึ้นศาลให้โจทก์ เนื่องจาก ป.วิ.พ. มาตรา ๑๕๑ วรรคหนึ่ง
กำหนดให้ศาลคืนค่าธรรมเนียมทั้งหมดเฉพาะกรณีที่ศาลมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องโดยยังไม่ได้
วินิจฉัยประเด็นแห่งคดีเท่านั้น ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นสั่งให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ
จึงชอบแล้ว

(มนตรี ยอดปัญญา - วิบูลย์ มีอาสา - ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์)



เขตอำนาจศาล
คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๘๖๔/๒๕๔๘
โจทก์และห้างหุ้นส่วนจำกัด ท. ทำสัญญาจ้างแรงงานเพื่อว่าจ้างโจทก์ก่อสร้าง
อาคาร โดยทำสัญญาและก่อสร้างอาคารดังกล่าวที่จังหวัดเชียงใหม่ และจำเลยได้
สั่งจ่ายเช็คพิพาทมอบให้โจทก์ตามมูลหนี้ค่าก่อสร้างเกี่ยวกับสัญญาจ้างแรงงาน
ถือว่ามูลหนี้ตามเช็คเกิดจากสัญญาจ้างแรงงาน ซึ่งเกี่ยวข้องกับเหตุที่มาแห่ง
การโต้แย้งสิทธิที่ทำให้โจทก์เกิดอำนาจฟ้อง มูลหนี้จึงเกิดขึ้นในเขตศาลจังหวัด
เชียงใหม่ โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้ที่ศาลจังหวัดเชียงใหม่ อันเป็นศาลที่มูลคดี
เกินขึ้นในเขตได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๔ (๑)


กู้ยืมเงิน, ฟ้องแย้ง
คำพิพากษาฎีกาที่๖๒๕/๒๕๔๘
ข้อที่จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดีว่าไม่ต้องรับผิดตามสัญญากู้เงินที่โจทก์
นำมาฟ้อง เนื่องจากจำเลยทั้งสองกู้ยืมเงินเพียง ๑๐๐,๐๐๐ บาท แต่โจทก์กรอก
จำนวนเงินในสัญญากู้เงินเป็นจำนวน ๒๗๕,๐๐๐ บาท โดยจำเลยทั้งสองไม่ยินยอม
สัญญากู้เงินจึงเป็นเอกสารปลอมนั้น หากข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่จำเลยทั้งสอง
อ้างก็ย่อมมีผลทำให้สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์ไม่ได้รับการบังคับให้ตาม
กฎหมาย และศาลย่อมนำมาเป็นเหตุยกฟ้องได้อยู่แล้ว จำเลยทั้งสองหาจำต้อง
ฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์รับชำระหนี้ ๑๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย และให้
โจทก์ส่งมอบสัญญากู้เงินปลอมแก่จำเลยทั้งสองเพื่อนำไปทำลายประการใดไม่
ทั้งคำขอตามฟ้องแย้งดังกล่าว ศาลก็ไม่อาจบังคับให้ได้ เพราะหากสัญญากู้เงิน
ตามฟ้องเป็นเอกสารปลอม ก็เท่ากับการกู้ยืมเงินรายนี้ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ
โจทก์ไม่อาจนำมาฟ้องร้องบังคับเอาแก่จำเลยทั้งสองได้


คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๘๙๗/๒๕๔๒
จำเลยให้การต่อสู้คดีว่า สัญญากู้ยืมเงินระหว่างโจทก์และจำเลยที่โจทก์นำมาฟ้องตกเป็นโมฆะเพราะเป็นการแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรม หากศาลพิจารณาได้ความจริงดังที่จำเลยกล่าวอ้าง ศาลก็มีอำนาจชี้ขาดให้ยกฟ้องโจทก์ ซึ่งมีผลให้จำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ได้อยู่แล้ว จำเลยจึงไม่จำต้องฟ้องแย้งขอให้เพิกถอนและทำลายสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวให้สิ้นผลบังคับต่อกันอันจะเป็นเหตุให้ศาลต้องวินิจฉัยชี้ขาดปัญหานั้นซ้ำอีก จึงชอบที่ศาลจะมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งของจำเลย

คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๒๖๓/๒๕๔๕
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินตามสัญญากู้ยืมแก่โจทก์ จำเลยให้การต่อสู้คดีว่า สัญญากู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลยตกเป็นโมฆะ เนื่องจากจำเลยทำสัญญากู้ยืมกับโจทก์โดยสำคัญผิดว่าโจทก์เป็นผู้แทนเจ้าหนี้รายหนึ่งของบริษัท ส. ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของจำเลย แท้จริงแล้วโจทก์ไม่ใช้ผู้แทนเจ้าหนี้ดังกล่าว และฟ้องแย้งขอให้โจทก์คืนเช็คที่จำเลยสั่งจ่ายให้โจทก์ตามสัญญากู้ยืมดังกล่าวแก่จำเลย อันเป็นการกล่าวอ้างว่าสัญญากู้ยืมไม่มีผลผูกพันเพราะจำเลยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรม หากเป็นความจริงดังที่จำเลยต่อสู้ โจทก์จะฟ้องบังคับให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์มิได้และต้องคืนเช็คให้แก่จำเลย ฟ้องแย้งของจำเลยจึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับฟ้องเดิมพอที่จะพิจารณาพิพากษารวมกันได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๗ วรรคสาม

คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๓๒๔/๒๕๔๐
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๒ ร่วมกับจำเลยที่ ๑ชำระหนี้เงินกู้แก่โจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกันโดยรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ ๒ให้การและฟ้องแย้งว่า ไม่ได้ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ ๑ ตามฟ้อง แต่ถูก ช.หลอกลวงเอา น.ส.๓ ตามฟ้องไปโดยอ้างว่าสามารถขายได้ราคาดี และถูกหลอกลวงให้ลงชื่อในหนังสือมอบอำนาจและสัญญาค้ำประกันที่ยังไม่ได้กรอกข้อความแล้วโจทก์กับ ช.ร่วมมือกันใช้ชื่อจำเลยที่ ๑ นำสัญญากู้ หนังสือมอบอำนาจและสัญญาค้ำประกันดังกล่าวไปกรอกข้อความโดยจำเลยที่ ๒ ไม่ได้ยินยอม และนำ น.ส.๓ตามฟ้องไปให้โจทก์ยึดถือเป็นประกันเงินกู้ ขอให้บังคับโจทก์คืน น.ส.๓ แก่จำเลยที่ ๒ดังนี้ มูลคดีตามฟ้องแย้งเกี่ยวข้องกับมูลคดีตามคำฟ้องเดิมพอที่จะพิจารณาชี้ขาดตัดสินไปด้วยกันได้ตาม ป.วิ.พ.มาตรา ๑๗๗ วรรคสาม

คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๒๖๕/๒๕๔๔
ตามคำฟ้องโจทก์ได้บรรยายโดยแจ้งชัดว่า จำเลยตกลงเช่าตึกแถวพิพาทจากโจทก์ มีการทำสัญญาเช่าและต่อสัญญาเช่าหลายครั้งต่อมาเมื่อสัญญาเช่าสิ้นสุดลงโจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยเช่าต่อไปจึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าและให้ส่งคืนตึกแถวที่เช่ากับมีคำขอให้จำเลยออกไปจากตึกแถวที่เช่าและที่เช่าและใช้ค่าเสียหาย คำฟ้องโจทก์ได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาพอที่จะให้จำเลยเข้าใจและสามารถต่อสู้คดีได้ โจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์หรือเป็นผู้ทรงสิทธิใดในตึกแถวที่ให้เช่าและสิทธิดังกล่าวสิ้นสุดลงแล้วหรือไม่เป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำนืบในชั้นพิจารณาได้ ทั้งผู้ให้เช่าก็ไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ให้เช่า ประกอบกับจำเลยได้ยื่นำให้การต่อสู้คดีในลักษณะเข้าใจข้อหาได้ดีและยอมรับว่าได้ทำสัญญาเช่าตึกแถวตามฟ้องจากโจทก์ คำฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม
ในคดีก่อนที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง จำเลยยังอุทธรณ์และฎีกาต่อมา คดีจึงอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ หรือศาลฎีกา โจทก์ฟ้องคดีนี้ขอให้ขับไล่จำเลยออกจากตึกแถวตามฟ้องของโจทก์และเรียกค่าเสียหาย แม้จะอาศัยเช่าต่างฉบับกับสัญญาเช่าที่โจทก์ฟ้องในคดีก่อน แต่สัญญาเช่าที่โจทก์อาศัยเป็นมูลฟ้องคดีนี้ได้มีอยู่แล้วในขณะที่โจทก์ฟ้องคดีก่อนซึ่งโจทก์สามารถอ้างเหตุที่เป็นมูลฟ้องได้ในคดีก่อนแต่โจทก์ก็มิได้กระทำคำฟ้องคดีนี้จึงเป็นเรื่องเดียวกัน ส่วนการถอนคำฟ้องที่มีผลลบล้างผลแห่งการยื่นคำฟ้องและทำให้คู่ความกลับคืนเข้าสู่ ฐานะเดิมเสมือนหนึ่งมิได้มีการยื่นฟ้องเลย ดังที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๖ หมายถึงการถอนคำฟ้องนั้นได้ถึงที่สุดแล้ว ดังนี้ ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๓ วรรคสอง (๑) เมื่อโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย ก็ไม่มีฟ้องของโจทก์และตัวโจทก์ที่จำเลยจะฟ้องแย้ง จำเลยไม่มีสิทธิฟ้องแย้ง

ฟ้องซ้ำ,ถอนฟ้อง,ฟ้องแย้ง

๒๒๒๓/๓๔ แม้หากศาลชั้นต้นจะดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้ต่อไปจน
เสร็จสำนวนและพิพากษายกฟ้อง โดยอาศัยเหตุโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องดังที่
จำเลยให้การต่อสู้ก็ตาม แต่การพิพากษายกฟ้องโดยเหตุดังกล่าวก็ไม่เกี่ยวกับ
ประเด็นในเนื้อหาแห่งคดี ไม่ต้องห้ามมิให้คู่ความความรื้อร้องฟ้องกันอีก ตาม
ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๘ ดังนั้นการที่โจทก์ขอถอนฟ้องได้จึงไม่มีผลทำให้จำเลย
เสียเปรียบในเชิงคดี และเมื่อศาลอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องแล้วฟ้องแย้งของ
จำเลยย่อมตกไป

ถอนฟ้อง,ฟ้องแย้ง

๖๙๐๙/๔๓ เมื่อจำเลยทั้งสองฟ้องแย้งเข้ามาในคำให้การ โจทก์
คือจำเลยในฟ้องแย้งคดีตามฟ้องแย้งจึงมีคู่ความครบถ้วนที่จะดำเนิน
กระบวนพิจารณาต่อไปได้ การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องเดิม
มีผลเฉาพะคดีโจทก์ว่าไม่ฟ้องเดิมที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป
เท่านั้นหามีผลให้ฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองตกไปด้วยไม่ การที่ศาลชั้นต้น
จำหน่ายคดีฟ้องแย้งจำเลยทั้งสองให้ไปยื่นใหม่จึงไม่ชอบ


ฟ้องแย้ง, พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ
๔๔๙๙/๒๕๔๕
ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๗ วรรคสาม ให้อำนาจจำเลยที่จะฟ้องโจทก์มาใน
คำให้การได้หากเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับฟ้องเดิม และอำนาจในการฟ้องแย้งของจำเลย
ดังกล่าวนำมาใช้ในคดีแรงงานด้วยโดยอนุโลมตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและ
วิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา ๓๑ เมื่อปรากฏว่าจำเลยฟ้องแย้งมาในคำให้การ
และศาลแรงงานกลางมีคำสั่งรับคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยแล้ว โจทก์ย่อม
ตกเป็นจำเลยตามฟ้องแย้ง คดีตามฟ้องแย้งจึงมีคู่ความครบถ้วนที่จะดำเนิน
กระบวนพิจารณาต่อไปได้ ดังนั้น การที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งจำหน่ายคดีโจทก์
คงมีผลทำให้ไม่มีฟ้องเดิมที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปเท่านั้น หามีผลให้
ฟ้องแย้งของจำเลยตกไปด้วยไม่


คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๘๗๖/๒๕๓๓
ขณะเกิดกรณีพิพาทโจทก์ไม่ได้ทำนาในที่ดินพิพาทแล้ว แต่ได้ขุดบ่อเลี้ยงปลาจึงถือไม่ได้ว่าโจทก์เป็นผู้เช่านาตามความหมายในพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๒๔ เป็นการเช่าที่ดินเพื่อประกอบเกษตรกรรมประเภทอื่น จึงต้องนำมาตรา ๖๓ มาใช้บังคับ ซึ่งมีใจความว่าในกรณีที่การเช่าที่ดินเพื่อประกอบเกษตรกรรมประเภทใดนอกจากการเช่านาเมื่อรัฐบาลเห็นสมควรกำหนดให้การเช่าที่ดินเพื่อประกอบเกษตรกรรมประเภทนั้นมีการควบคุมก็ให้มีอำนาจกระทำการตราเป็นพระราชกฤษฎีกา เมื่อปรากฏว่ายังไม่มีพระราชกฤษฎีกาควบคุมการเช่าที่ดินเพื่อประกอบเกษตรกรรมประเภทอื่น ดังนั้น โจทก์จึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง
เมื่อโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง และศาลพิพากษายกฟ้องแล้วฟ้องแย้งย่อมต้องตกไปเพราะการฟ้องแย้งนั้นจะมีได้ต้องมีฟ้องเดิมและตัวโจทก์เดิมที่จะเป็นจำเลยของฟ้องแย้งอยู่ด้วย.

ฟ้องซ้อน,คำให้การ,พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน
พ.ศ.๒๕๒๒

๙๗๒/๓๒ โจทก์เคยยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลาง (ศาลจังหวัด
นครสวรรค์) เมื่อวันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๓๑ เรียกค่าเสียหายที่จำเลยเลิกจ้าง
โจทก์ศาลนัดพิจารณาวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๓๑ ไว้แล้วต่อมาวันที่ ๑๐ มิถุนายน
๒๕๓๑ โจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลางเป็นคดีนี้เรียกค่าเสียหาย
กับเรียกค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าบำเหน็จ ค่าเล่าเรียน
บุตร จำเลยให้การต่อสู้คดีและฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ที่ค้างชำระ
เข้ามาด้วย ครั้นวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๓๑ ซึ่งเป็นวันนัดพิจารณาคดีเดิม
โจทก์ไม่ไปศาลตามกำหนดศาลแรงงานกลาง (ศาลจังหวัดนครสวรรค์) จึงมี
คำสั่งจำหน่ายคดี เมื่อมูลคดีของคดีเดิมและคดีนี้เนื่องมาจากโจทก์ขับรถยนต์
บรรทุกสินค้าของจำเลยตกเขาอันเป็นมูลคดีเดียวกัน โจทก์มาฟ้องคดีนี้จึงเป็น
การยื่นฟ้องในเรื่องเดียวกันเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๓
(๑) ประกอบด้วย พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน
พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๑ ตั้งแต่วันยื่นฟ้องแล้วโดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าคดีเดิม
ศาลแรงงานกลาง (ศาลจังหวัดนครสวรรค์) จะได้มีคำสั่งจำหน่ายคดีก่อนที่
ศาลแรงงานกลางจะมีคำพิพากษาคดีนี้ ศาลแรงงานกลางจึงพิพากษายกฟ้อง
โจทก์ และเมื่อศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง ฟ้องแย้งของจำเลยก็ย่อม
ตกไป เพราะไม่มีฟ้องเดิมและไม่มีตัวโจทก์เดิมที่จะเป็นจำเลยอยู่ต่อไป


คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๕๘/๒๕๔๔
โจทก์และจำเลยพิพาทกันตามสัญญาให้สิทธิดำเนินกิจการโรงแรมภายใต้ชื่อธานี โดยมีข้อสัญญาว่า หากมีข้อโต้แย้งใด ๆ เกิดขึ้นจากการตีความหรือเกี่ยวกับหน้าที่หรือความรับผิดชอบตามสัญญา คู่สัญญาจะพยายามทำความเข้าใจและแก้ไขปัญหาระหว่างกันเองก่อน หากยังไม่อาจตกลงกันได้ก็ให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดนำเสนอต่อสภาอนุญาโตตุลาการของสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเพื่อตัดสินชี้ขาดจึงเป็นกรณีที่คู่สัญญาตกลงเป็นเงื่อนไขของสัญญาให้ใช้วิธีระงับข้อพิพาทโดยให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาด ดังนี้ หากคู่สัญญาฝ่ายใดฟ้องคดีโดยมิได้เสนอข้อพิพาทนั้นต่ออนุญาโตตุลาการ คู่สัญญาฝ่ายที่ถูกฟ้องอาจยื่นคำร้องต่อศาลก่อนวันสืบพยานหรือก่อนมีคำพิพากษาในกรณีที่ไม่มีการสืบพยาน ให้มีคำสั่งจำหน่ายคดีเพื่อให้คู่สัญญาดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการก่อนตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.๒๕๓๐มาตรา ๑๐ ได้ และข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการนี้ย่อมผูกพันโจทก์ผู้รับโอนสิทธิตามสัญญานั้นด้วยตามมาตรา ๘
โจทก์ฟ้องคดีโดยมิได้นำข้อโต้แย้งเสนอต่อสภาอนุญาโตตุลาการของสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเพื่อตัดสินชี้ขาดก่อน เป็นการฝ่าฝืนเงื่อนไขของข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการ จำเลยย่อมมีสิทธิขอให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดี ซึ่งศาลต้องไต่สวนก่อนมีคำสั่งตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.๒๕๓๐ มาตรา ๑๐ การที่จำเลยยื่นคำให้การโต้แย้งว่าโจทก์ยังไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากไม่ได้เสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดก่อน ถือได้ว่าจำเลยประสงค์จะขอให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดี ทั้งในวันชี้สองสถานศาลก็ได้สอบถามคู่ความเกี่ยวกับเรื่องข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการ อันถือได้ว่าเป็นการไต่สวนแล้ว ศาลจึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีได้
ตามข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการ หากคู่กรณีตกลงกันได้ย่อมทำให้ข้อพิพาทหมดสิ้นไป แต่ถ้าตกลงกันไม่ได้ ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องเสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาด ดังนี้ เมื่อจำเลยไม่ชำระหนี้และไม่ตกลงกับโจทก์ ย่อมเป็นกรณีที่ไม่สามารถตกลงกันได้ โจทก์จึงต้องเสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดก่อน ทั้งเมื่อโจทก์ฟ้องคดี จำเลยก็ให้การยืนยันให้ใช้ข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการอยู่ ส่วนที่จำเลยฟ้องแย้งก็สืบเนื่องมาจากโจทก์ยื่นฟ้องจำเลย ทำให้เกิดความจำเป็นที่หากจำเลยจะฟ้องแย้งก็ต้องยื่นเข้ามาในคำให้การเพื่อรักษาสิทธิของจำเลยเสียก่อนเท่านั้น เพราะขณะยื่นคำให้การและฟ้องแย้งยังไม่แน่ว่าศาลจะมีคำสั่งจำหน่ายคดีหรือไม่ จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยได้สละเงื่อนไขตามข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการ เมื่อโจทก์ไม่ได้ปฏิบัติตามข้อสัญญาที่ให้ระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการก่อน ศาลจึงต้องมีคำสั่งจำหน่ายคดี ซึ่งมีผลให้ไม่มีคดีตามคำฟ้องของโจทก์ให้ต้องพิจารณาต่อไป ฟ้องแย้งของจำเลยจึงตกไปด้วย

คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๖๔๘/๒๕๔๑
จำเลยให้การว่าสัญญาซื้อขายที่โจทก์นำมาฟ้องตกเป็นโมฆะโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยให้ปฏิบัติตามสัญญาได้ ฉะนั้นที่จำเลยฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ชำระเงินให้จำเลยตามสัญญาดังกล่าวจึงขัดกับคำให้การของจำเลย และหากจำเลยชนะคดีก็ไม่อาจบังคับตามคำขอได้ ถือได้ว่าฟ้องแย้งดังกล่าวไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิมตาม ป.วิ.พ.มาตรา ๑๗๗ วรรคสาม

เช่าทรัพย์, ฟ้องแย้ง
๕๐๗๑/๒๕๔๕
โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากตึกแถวที่โจทก์เช่าอยู่อ้างว่าจำเลยผิดสัญญา
เช่าและโจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าแล้ว จำเลยให้การว่าไม่ได้ผิดสัญญาคดีมี
ประเด็นเพียงว่า จำเลยเป็นผู้ผิดสัญญาเช่าหรือไม่ ฟ้องแย้งของจำเลยที่ว่า
โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายสิทธิการเช่าตึกแถวให้แก่ พ. โดยไม่ให้สิทธิแก่จำเลย
ซื้อก่อนตามข้อตกลงในสัญญาเช่า ขอให้เพิกถอนสัญญาดังกล่าวและบังคับให้
โจทก์ขายแก่จำเลย จึงไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม แต่เป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก และ
มีผลกระทบไปถึงสิทธิของบุคคลภายนอกจึงไม่อาจพิจารณารวมกันได้ตาม ป.วิ.พ.
มาตรา ๑๗๗ วรรคสาม



ฟ้องแย้ง, ฟ้องแย้งไม่เกี่ยวข้องกับฟ้องเดิม

๗๓๙๑/๔๓ โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้กำจัดจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔
มิให้รับมรดกของ ว. และให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินทรัพย์มรดก
ระหว่างจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๕ สภาพแห่งข้อหาเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณา
ว่ามีเหตุตามกฎหมายที่จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ จะต้องถูกกำจัดมิให้รับ
มรดกของ ว. และจะต้องเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลย
ที่ ๑ และจำเลยที่ ๕ ตามฟ้องหรือไม่ ฟ้องแย้งของจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔
ที่ขอให้กำจัดโจทก์ที่ ๒ มิให้รับมรดกของ ว. และให้โจทก์ที่ ๒ ชดใช้เงิน
แก่จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ จึงไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมพอที่จะรวมการ
พิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ ส่วนที่โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้
เพิกถอนจำเลยที่ ๑ จากการเป็นผู้จัดการมรดกของ ว. และตั้งโจทก์ทั้งสอง
เป็นผู้จัดการมรดกแทน จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ให้การว่า จำเลยที่ ๑
จัดการมรดกโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว โจทก์ทั้งสองไม่เหมาะที่จะเป็น
ผู้จัดการมรดกและฟ้องแย้งขอให้ตั้งจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ เป็นผู้จัดการ
มรดกซึ่งยังไม่แน่นอนว่า ศาลจะเพิกถอนจำเลยที่ ๑ จากการเป็นผู้จัดการ
มรดกหรือไม่ ฟ้องแย้งในส่วนนี้จึงเป็นฟ้องแย้งที่มีเงื่อนไข ไม่เกี่ยวกับ
คำฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีเข้าด้วยกันได้
เช่นเดียวกัน


ขยายระยะเวลา,ฎีกาข้อที่ไม่ได้ว่ากันในศาลล่าง

๑๑๐๙/๓๕ ศาลชั้นต้นสั่งไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์จำเลย
คำร้องโต้แย้งคำสั่งนั้น แล้วต่อมาจึงยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวเมื่อพ้นกำหนด
อุทธรณ์ ๑ เดือนแล้ว ส่วนการที่จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งคำสั่งของศาลชั้นต้น
ไว้ก่อนนั้นก็เป็นเรื่องที่ตามกฎหมายไม่จำต้องกระทำ การปฏิบัติของจำเลย
ดังกล่าวจึงหามีผลตามกฎหมายแต่อย่างใดไม่ แม้ศาลชั้นต้นจะรับเป็นอุทธรณ์
และศาลอุทธรณ์จะรับวินิจฉัยให้ ก็เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ถือว่าเรื่องที่
จำเลยขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์นี้ เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาล
อุทธรณ์ จึงต้องห้ามมิให้ฎีกา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๙ ศาลฎีกาไม่รับ
วินิจฉัยให้


คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๕๗/๒๕๑๓
คำสั่งห้ามชั่วคราวของศาลมิให้ทำนิติกรรมใด ๆ เกี่ยวกับตึกของจำเลยนั้น เป็นวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาเพื่อคุ้มครองป้องกันผลประโยชน์ของเจ้าหนี้ให้ได้รับผลตามคำพิพากษา โดยบริบูรณ์ที่สุดเท่าที่จะทำได้ มิใช่เป็นส่วนหนึ่งของการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง
คำสั่งห้ามชั่วคราวดังกล่าวแล้วมีผลเพียงห้ามจำเลยมิให้ทำนิติกรรมใด ๆ เกี่ยวกับตึกของจำเลย การที่ศาลแจ้งคำสั่งให้นายอำเภอทราบก็เพื่อมิให้รับจดทะเบียนนิติกรรมใด ๆ ที่จำเลยจะลักลอบกระทำโดยไม่สุจริต มิได้หมายความว่า เป็นการห้ามยึดหรืออายัดตามบทบัญญัติว่าด้วยการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งหรือกฎหมายอื่นเสียเลย
ตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๑๒ นายอำเภอมีอำนาจยึดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ต้องรับผิดเสียภาษีอากรเพื่อชำระค่าภาษีอากรค้างได้โดยไม่จำเป็นต้องฟ้องร้องแม้ศาลจะมีคำสั่งห้ามชั่วคราวมิให้ทำนิติกรรมใด ๆ เกี่ยวกับตึกของจำเลย และแจ้งคำสั่งให้นายอำเภอทราบแล้ว แต่เมื่อจำเลยค้างชำระค่าภาษีอากร นายอำเภอก็มีอำนาจยึดตึกของจำเลยมาขายทอดตลาดชำระค่าภาษีอากรค้างนั้นได้ โดยชอบด้วยกฎหมาย
ผู้ร้องเป็นผู้ซื้อตึกของจำเลยได้จากการขายทอดตลาดของนายอำเภอ และได้ชำระราคาครบถ้วนแล้ว การขายทอดตลาดบริบูรณ์ชอบด้วยกฎหมายแล้ว นายอำเภอจะสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดมิได้ แม้อำเภอจะยังมิได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ตึกให้แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องก็อยู่ในฐานะจดทะเบียนสิทธิได้ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๐ เมื่อการขายทอดตลาดตึกได้กระทำก่อนโจทก์บังคับคดี โจทก์บังคับคดีเอาแก่ตึกดังกล่าวให้เป็นการกระทบถึงสิทธิของผู้ร้อง ซึ่งอาจบังคับเหนือตึกนั้น หาได้ไม่
ผู้ร้องคนเดียวยื่นคำร้องขัดทรัพย์แยกกันเป็น ๒ คดี คดีแรกร้องขัดทรัพย์เฉพาะตึก ส่วนคดีหลังร้องขัดทรัพย์เฉพาะเตียงโต๊ะเก้าอี้ และเครื่องที่นอน แม้ศาลจะร่วมพิจารณาพิพากษาและผู้ร้องฎีการวมกันมา ก็ต้องถือทุนทรัพย์แต่ละคดีเป็นเกณฑ์พิจารณาในการใช้สิทธิฎีกา เมื่อคดีหลังเป็นคดีมีทุนทรัพย์ไม่เกินห้าพันบาท และศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ย่อมต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แม้ศาลชั้นต้นจะสั่งรับฎีกามา ศาลฎีกาก็ไม่วินิจฉัยให้

คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๗๔/๒๕๒๙
คดีปรากฏตามคำร้องว่า ผู้ร้องตั้งประเด็นแห่งคดีเพียงประเด็นเดียวว่า ผู้ร้องมีบุริมสิทธิเหนือข้าวเปลือกพิพาท แม้โจทก์จะให้การว่าโจทก์ทราบว่าผู้ร้องได้ตวงข้าวเปลือกทำเป็นค่าเช่านาไปแล้ว คำให้การของโจทก์ไม่ยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าว คำให้การในส่วนนี้จึงเคลือบคลุม และแม้ชั้นไต่สวนคำร้องผู้ร้องจะนำสืบว่าเป็นเรื่องผู้ร้องฝากข้าวเปลือกพิพาทซึ่งเท่ากับค่าเช่านาไว้กับจำเลย ข้าวเปลือกที่โจทก์นำยึดจะเป็นของผู้ร้องก็ตาม ก็ไม่ทำให้ประเด็นที่ผู้ร้องตั้งมาเปลี่ยนแปลงไปที่ผู้ร้องฎีกาว่า ผู้ร้องในฐานะผู้ให้เช่ายังไม่ได้รับชำระข้าวเปลือกเป็นค่าเช่านาไปจากจำเลย จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น แม้ศาลอุทธรณ์จะได้วินิจฉัยในปัญหานี้ก็ไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา ถือว่าไม่ได้ว่ากล่าวกันมาแต่ในศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙
ในชั้นที่โจทก์เพียงนำยึดข้าวเปลือกของจำเลยไว้ชั่วคราวก่อนคำพิพากษา โจทก์ยังไม่ได้ดำเนินการบังคับชำระหนี้เอากับทรัพย์ดังกล่าวแต่อย่างใดผู้ร้องอ้างว่ามีบุริมสิทธิเหนือข้าวเปลือกที่ยึดไว้นั้น บุริมสิทธิของผู้ร้องมีอยู่อย่างไรก็คงมีอยู่อย่างนั้น การนำยึดข้าวเปลือกไว้ชั่วคราวก่อนคำพิพากษาของโจทก์ หาได้มีผลทำให้บุริมสิทธิของผู้ร้องเหนือข้าวเปลือกไว้ชั่วคราวก่อนคำพิพากษาของโจทก์ หาได้มีผลทำให้บุริมสิทธิของผู้ร้องเหนือข้าวเปลือกเปลี่ยนแปลงไปไม่ หากมีการดำเนินการบังคับคดีกับทรัพย์นั้นในชั้นคดีถึงที่สุด ผู้ร้องย่อมมีสิทธิร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์ดังกล่าวได้ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๘๗ ดังนั้นในชั้นนี้ผู้ร้องหามีความจำเป็นจะต้องอ้างบุริมสิทธิตามคำร้องไม่ ผู้ร้องจึงยังไม่มีสิทธิจะขอคืนข้าวเปลือกพิพาท

คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๗๐๘/๒๕๒๒
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทำหนังสือมอบอำนาจให้แก่โจทก์เพื่อให้โจทก์มีสิทธิและอำนาจดำเนินการขุดแร่หรือโอนขายประทานบัตรและอื่นๆ ได้ทั้งสิ้นตามสัญญาขายสิทธิการทำเหมืองแร่ เช่น ดังที่จำเลยได้เคยทำหนังสือมอบอำนาจให้โจทก์ไว้แต่เดิมและขอให้เพิกถอนหนังสือมอบอำนาจที่จำเลยมอบอำนาจไห้ว.มาเปิดทำการขุดหาแร่ในที่ประทานบัตรที่ขายให้โจทก์ อันเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวนเป็นราคาเงินได้ แล้วโจทก์มีคำขอให้ศาลสั่งห้ามชั่วคราวมิให้จำเลย และ ว.เข้าทำเหมืองแร่ ดังนี้คำฟ้องของโจทก์มิใช่เรื่องขอให้บังคับเอาแก่ตัวทรัพย์หรือเหมืองแร่ที่โจทก์ขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองสิทธิของโจทก์เลย และโจทก์มิได้ฟ้องเรียกค่าเสียหายมาด้วย เหมืองแร่ที่ ว. เข้าไปทำจึงมิใช่ตัวทรัพย์ที่พิพาทในคดีนี้ การที่โจทก์มายื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองสิทธิของโจทก์ดังกล่าว จึงไม่ตรงกับการกระทำที่จำเลยถูกฟ้อง ซึ่งไม่เกี่ยวกับตัวทรัพย์หรือเหมืองแร่ หากการกระทำของ ว. และจำเลยอาจเกิดความเสียหายแก่โจทก์ในเวลาต่อมา ก็เป็นเรื่องนอกคำขอท้ายฟ้องคดีนี้ และศาลจะมีคำสั่งคุ้มครองสิทธิของโจทก์ให้กระทบกระเทือนถึง ว. ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกและไม่มีโอกาสต่อสู้คดีหาได้ไม่ ศาลจึงไม่จำต้องรับคำร้องของโจทก์ไว้พิจารณา

วิธีการชั่วคราว

๒๘๒๘/๒๖โจทก์ฟ้องให้บังคับจำเลยชำระค่าจ้างก่อสร้างอาคาร จำเลย
ให้การว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาเมื่อระบุให้สิ่งก่อสร้างรวมทั้งสัมภาระอุปกรณ์
ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยผู้ว่าจ้างตั้งแต่นำเข้ามาในที่ก่อสร้าง จำเลยจึงมี
ส่วนได้เสียในอาคารพิพาท หากอาคารถูกปล่อยปละละเลยไม่มีผู้ดูแลรักษา
ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายต่อประโยชน์ส่วนได้เสียของจำเลย แม้จำเลย
มิได้ฟ้องแย้งให้โจทก์ส่งมอบอาคาร จำเลยก็มีสิทธิขอให้ศาลมีคำสั่งเพื่อ
คุ้มครองประโยชน์ของจำเลยในระหว่างการพิจารณา เพื่อให้มีคำสั่งตั้งผู้ดูแล
รักษาอาคารในระหว่างการพิจารณาได้ตาม ป.ว.พ. ม.๒๖๔ เมื่อโจทก์หยุด
การก่อสร้างไปแล้ว ศาลจึงชอบที่จะมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยเข้าเป็นผู้ดูแล
รักษาอาคารพิพาทในระหว่างพิจารณา แต่ที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยเข้า
ดำเนินการทำประโยชน์และครอบครองอาคาร โดยจำเลยมิได้ฟ้องแย้งและมี
คำขอบังคับเช่นนั้น จึงไม่ชอบด้วย ม.๒๖๔


ขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา
๔๗๕๕/๒๕๔๗
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ของจำเลย
ด้วยเหตุที่จำเลยมิได้ยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาพร้อมคำฟ้องอุทธรณ์ เป็น
การไม่ชอบตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๕๖ วรรคหนึ่ง จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นภายใน ๗ วัน
ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๕๖ วรรคห้า ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลชั้นต้น
คำสั่งศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๕๖ วรรคห้า ตอนท้าย จำเลยไม่มี
สิทธิฎีกาโต้แย้งคำสั่งศาลอุทธรณ์ต่อไป


ร้องขอเฉลี่ยทรัพย์
๑๗๐๖/๒๕๔๗
ป.วิ.พ. มาตรา ๒๙๐ เป็นบทบัญญัติที่คุ้มครองเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาไม่ว่าจะเป็น
โจทก์หรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอื่นเพื่อให้ได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินของลูกหนี้ตาม
คำพิพากษาโดยเท่าเทียมกัน ดังนั้น ข้ออ้างที่จะโต้แย้งคัดค้านคำขอเฉลี่ยทรัพย์ของ
ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้อื่นว่าจำเลยที่ ๑ ยังมีทรัพย์สินอื่นนอกจากทรัพย์ที่เจ้าพนักงาน
บังคับคดีอายัดไว้ในคดีนี้ที่เพียงพอจะชำระหนี้ได้ จึงเป็นข้อโต้แย้งระหว่างเจ้าหนี้
ตามคำพิพากษาด้วยกัน เมื่อจำเลยที่ ๓ เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่ต้องร่วมรับผิด
กับจำเลยที่ ๑ ชำระหนี้ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นต่อโจทก์ ทั้งยังปรากฏว่า
จำเลยที่ ๓ เป็นผู้ถือหุ้นและกรรมการของจำเลยที่ ๑ อีกด้วย จำเลยที่ ๓ จึงไม่มีสิทธิ
คัดค้านการขอเฉลี่ยทรัพย์ของผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอื่น


คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๘๓/๒๕๑๕
คดีที่โจทก์ฟ้องและจำเลยฟ้องแย้ง จะอุทธรณ์ฎีกาได้เพียงใดหรือไม่ ต้องแยกพิจารณาคนละส่วน
โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยผู้เช่าช่วงตึกจากโจทก์ เป็นคดีฟ้องขับไล่ผู้เช่าออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าไม่เกินเดือนละสองพันบาทและเรียกค่าเสียหายด้วยทุนทรัพย์ไม่เกินสองพันบาท ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง
จำเลยฟ้องแย้งว่า โจทก์แลกเปลี่ยนสิทธิการเช่าตึกกับจำเลยขอให้บังคับโจทก์โอนสิทธิการเช่าให้จำเลยเป็นคดีฟ้องขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ไม่ ต้องห้ามอุทธรณ์ฎีกาในข้อเท็จจริง
คดีที่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง แม้ศาลชั้นต้นจะสั่งรับอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงและศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยให้ก็ไม่ถือว่าเป็นข้อที่ได้ว่ามาแล้วโดยชอบในชั้นอุทธรณ์ หากมีการฎีกาต่อมา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
สัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับเจ้าของจะสิ้นอายุแล้วหรือไม่ก็ตาม เมื่อจำเลยเป็นผู้เช่าช่วงตึกจากโจทก์และเข้าอยู่ในตึกโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาซึ่งทำไว้กับโจทก์ โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยให้ส่งมอบตึกซึ่งเช่าจากโจทก์ได้

คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๘๗๖/๒๕๒๘
ในกรณีรับขน สิทธิของผู้ส่งจะตกเป็นของผู้รับตราส่งต่อเมื่อสินค้าไปถึงตำบลที่กำหนดไว้และผู้รับตราส่งเรียกให้ส่งมอบแล้ว กรณีที่สินค้าสูญหายระหว่างการรับขน ส่งสินค้า โจทก์ได้มอบสินค้าให้จำเลยส่งไปให้แก่ลูกค้าของโจทก์ในประเทศญี่ปุ่นในใบตราส่ง ก็ได้ระบุข้อตกลงระหว่างโจทก์จำเลยเกี่ยวกับการ ส่งสินค้าตลอดจนค่าขนส่งฟ้องของโจทก์ไม่ได้บรรยายว่าจำเลยทำละเมิดต่อโจทก์อย่างใด แม้จะกล่าวในตอนท้ายว่าการกระทำละเมิดของจำเลยทำให้โจทก์ ไม่ได้รับเงินจากลูกค้าก็เห็นได้ว่าฟ้องโจทก์มุ่งประสงค์จะให้จำเลย รับผิดตามสัญญารับขน
สินค้าที่จำเลยรับขนคือพลอยหาใช่หีบห่อหรือกล่องที่ใส่พลอยไม่ เมื่อส่งไปถึงผู้รับตราส่งคงมีแต่หีบห่อหรือกล่องเปล่าย่อมจะถือว่า ของส่งถึงตำบลที่กำหนดให้ส่งแล้ว ตามความหมายของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๒๗ หา ได้ไม่
จำเลยให้การต่อสู้คดีว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความเพราะมิได้ ฟ้องคดีภายใน ๑ ปี นับแต่วันที่จำเลยได้ส่งมอบสินค้าหรือวันที่ควรจะส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้รับตราส่งแต่จำเลยฎีกาว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความเพราะโจทก์ฟ้องคดีเกินกว่า ๑ ปี นับแต่วันที่โจทก์ส่งมอบสินค้าให้จำเลยในฐานะผู้ขนส่งฎีกาของจำเลยจึงแตกต่างไปจากที่จำเลยเคยให้การต่อสู้คดีไว้หาใช่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ไม่ศาลฎีกาจึงรับวินิจฉัยให้ไม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙
โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายเนื่องจากจำเลยไม่สามารถขนส่งสินค้า ของโจทก์ไปให้ลูกค้าได้ตามสัญญาเพราะสินค้าสูญหาย ไปค่าเสียหาย ที่โจทก์เรียกร้องมาในคำฟ้องก็คือราคาสินค้าตามที่กำหนดไว้ใน ใบกำกับสินค้าหากจำเลยเห็นว่าราคาที่โจทก์เรียกร้องสูงเกินไป จำเลยก็อาจให้การต่อสู้คดีและนำสืบให้เห็นเช่นนั้นได้โจทก์หาจำต้องระบุรายละเอียดมาในคำฟ้องว่าราคาสินค้าที่เรียกร้องเป็นราคาต้นทุนเท่าใด กำไรเท่าใดไม่ฟ้องของโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม
ตามใบตราส่งที่จำเลยออกให้โจทก์เห็นได้ว่า จำเลยรับขนส่งสินค้า ซึ่งระบุว่าเป็นพลอย เป็นสินค้ามีค่าได้กำหนดราคาสินค้าและเสีย ค่าขนส่งพิเศษสำหรับสินค้ามีค่าจำเลยจึงมีหน้าที่ที่จะต้องขนส่งพลอย ตามที่ระบุไว้ในใบตราส่งไปให้ผู้รับตราส่งตามที่ได้สัญญาไว้แก่โจทก์ หน้าที่ของจำเลยมิใช่มีเพียงแต่ขนส่งกล่องสินค้าโดยไม่ต้องคำนึงว่าสินค้าในกล่องจะมีอยู่หรือไม่ เมื่อสินค้าสูญหายไปไม่ถึงผู้รับตราส่ง จำเลยก็ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามมาตรา ๖๑๖ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จะอ้างว่าจำเลยรับสินค้ามาในสภาพที่อยู่ในหีบห่อเรียบร้อยจำเลย มิได้รู้เห็นในการบรรจุสินค้า จึงไม่ต้องรับผิดหาได้ไม่ ทั้งข้ออ้างดังกล่าวก็ขัดแย้งกับคำให้การของจำเลยซึ่งยอมรับว่าได้ทำสัญญารับขนพลอย ตามรายการที่โจทก์ฟ้องแต่อ้างว่าได้ส่งสินค้าไปถึงจุดหมายปลายทาง โดยไม่มีการสูญหายแล้ว
แม้ราคาสินค้าที่โจทก์เรียกจากจำเลยจะรวมกำไรค่าประกันภัย และค่าขนส่งด้วยแต่ก็เป็นราคาสินค้าที่โจทก์ขายให้แก่ผู้ซื้อซึ่งโจทก์ มีสิทธิได้รับหากมีการ ขนส่งถึงมือผู้ซื้อและราคาจำนวนนี้ได้ระบุไว้ ในใบตราส่งซึ่งถือเสมือนสัญญารับขนระหว่างโจทก์จำเลยทั้งจำเลย ก็มิได้นำสืบหักล้างว่าโจทก์มิได้เสียหายตามจำนวนดังกล่าวโจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าเสียหายตามจำนวนที่เรียกร้อง

คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๑/๒๕๔๒
นายอำเภอเป็นโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่พิพาทซึ่งโจทก์อ้างว่าจำเลยยกให้เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จำเลยให้การต่อสู้ว่าจำเลยไม่ได้ยกที่พิพาทให้เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ประเด็นที่โต้เถียงกันจึงมีว่า ที่พิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือเป็นของจำเลย หากที่พิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน โจทก์ย่อมมีอำนาจหน้าที่ครอบครองปกปักรักษาตามกฎหมาย ถ้าจำเลยชนะคดีย่อมมีผลให้จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่พิพาท ประโยชน์ที่โจทก์หรือจำเลยจะได้รับย่อมเป็นการปลดเปลื้องทุกข์ที่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้เป็นการพิพาทด้วยเรื่องความเป็นเจ้าของแห่งที่พิพาท จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ เมื่อที่พิพาทมีราคา ๖,๘๐๐ บาท ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์จึงไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาท คดีจึงต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง

คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๒๖๘/๒๕๔๗
คดีที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง จำเลยจะมีสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นได้ต่อเมื่อคำวินิจฉัยของ ศาลชั้นต้นมีผลกระทบกระเทือนต่อสิทธิของจำเลยซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดี คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยว่า ผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดโจทก์มอบอำนาจให้ผู้อื่นฟ้องคดีโดยฝ่าฝืนข้อบังคับที่กำหนดให้ผู้จัดการนิติบุคคล อาคารชุดโจทก์จะต้องปฏิบัติกิจการในหน้าที่ด้วยตนเอง เว้นแต่ข้อบังคับหรือมติที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมจะกำหนดให้มอบหมายให้ผู้อื่นทำแทนได้ กรณีนี้ไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นดังกล่าว คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นเกี่ยวกับอำนาจฟ้อง หาได้กระทบกระเทือนต่อสิทธิของจำเลยแต่ประการใดไม่ จำเลยไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าว

เขตอำนาจศาล, อุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายต่อศาลฎีกา
๘๑๙/๒๕๔๗
แม้ศาลชั้นต้นมิได้สั่งอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อ
ศาลฎีกา แต่การที่จำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้าน และศาลชั้นต้นส่งสำนวนมายัง
ศาลฎีกา พอแปลได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตาม ป.วิ.พ.
มาตรา ๒๒๓ ทวิ วรรคหนึ่งแล้ว
คำว่ามูลคดีหมายถึงเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิอันจะทำให้โจทก์เกิด
อำนาจฟ้อง เมื่อพิจารณาสำเนาใบสมัครสมาชิกบัตรเครดิตเอกสารท้ายฟ้องแล้ว ปรากฏว่า
สถานที่รับบัตรเครดิตคือที่ทำงานของจำเลยซึ่งตั้งอยู่ที่อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง ส่วน
การอนุมัติและการออกบัตรเครดิตแม้จะกระทำที่สำนักงานใหญ่ของโจทก์ดังที่โจทก์อุทธรณ์
ก็เป็นเพียงขั้นตอนปฏิบัติของโจทก์เท่านั้น เมื่อจำเลยรับบัตรเครดิต ณ ที่ทำงานของจำเลย
อันเป็นขั้นตอนสุดท้ายที่จำเลยจะสามารถนำบัตรเครดิตของโจทก์ไปใช้แทนการชำระค่าสินค้า
ค่าบริการ รวมทั้งเบิกถอนเงินสดจนเป็นเหตุพิพาทซึ่งเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิและ
มูลหนี้ตามฟ้อง หากปราศจากเหตุและขั้นตอนสุดท้ายดังกล่าวเสียแล้วโจทก์จำเลยย่อม
ไม่มีนิติสัมพันธ์เกี่ยวกับบัตรเครดิตหรือสินเชื่อต่อกัน เช่นนี้ มูลคดีจึงมิได้เกิดในเขตศาล
ชั้นต้น (ศาลแขวงพระโขนง) ที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฟ้องของโจทก์จึงชอบแล้ว


คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๙๙๔/๒๕๔๗
ป.ผู้เข้าเป็นคู่ความแทนที่ ย. จำเลยผู้มรณะตายในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ผู้ร้องและผู้คัดค้านต่างยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่ ย. จำเลยผู้มรณะโดยต่างคัดค้านซึ่งกันและกันว่าอีกฝ่ายหนึ่งมีคุณสมบัติไม่ เหมาะสม เมื่อไต่สวนพยานของผู้ร้องเสร็จแล้ว ระหว่างไต่สวนพยานของผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีในส่วนคำร้องของผู้คัดค้าน เนื่องจากเห็นว่าเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้คัดค้านและสั่งอนุญาตให้ ผู้ร้องเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่จำเลยผู้มรณะ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะของผู้คัดค้านดังกล่าวย่อมทำให้คดีเกี่ยวกับคำร้องขอเข้าเแทนที่ผู้มรณะของผู้คัดค้านเสร็จไป ไม่ถือว่าเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาย่อมอุทธรณ์ได้ทันที เมื่อทนายผู้คัดค้านยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่เกี่ยวกับการจำหน่ายคำร้องขอเข้าแทนที่ผู้มรณะของผู้คัดค้านโดยอ้างว่าเป็นการผิดระเบียบและศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมเช่นนี้ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา
ส่วนคำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยผู้มรณะซึ่งทนายผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ให้ผู้ร้องเข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยผู้มรณะ และศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมนั้นก็เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ต้องห้ามอุทธรณ์จนกว่าศาลชั้นต้นจะได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๖

คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๒๑๙/๒๕๔๗
คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้คืนคำฟ้องอุทธรณ์ให้ผู้อุทธรณ์ทำมาใหม่เป็นคำสั่งชั้นตรวจคำคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๘ วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามภายในเวลาที่กำหนด ศาลชั้นต้นชอบที่จะมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ได้ตามวรรคสองของ มาตรา ๑๘ แต่วรรคท้ายของมาตรา ๑๘ บัญญัติให้อุทธรณ์และฎีกาคำสั่งของศาลที่ไม่รับหรือให้คืนคำคู่ความตามมาตรานี้ได้ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๒๗, ๒๒๘ และ ๒๔๗ กรณีมิได้ตกอยู่ในบังคับของมาตรา ๒๓๔ แห่ง ป.วิ.พ. ที่จำเลยจะต้องอุทธรณ์คำสั่งนั้นภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์แต่อย่างใด เพราะกรณีนี้อยู่ในชั้นตรวจคำคู่ความ การที่จำเลยไม่ทำอุทธรณ์มายื่นใหม่ภายในเวลา ๓ วันตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดจนศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ตามมาตรา ๑๘ วรรคสอง หาทำให้จำเลยหมดสิทธิที่จะอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้คืนคำฟ้องอุทธรณ์ให้ทำมาใหม่ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๘ วรรคท้าย ไม่

คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๘๐๒/๒๕๔๗
จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีหน้าที่ส่งคำร้องนั้นไปยังศาลอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๓๖ ไม่มีหน้าที่จะตรวจสั่งไม่รับเหมือนอย่างชั้นรับหรือไม่รับอุทธรณ์ตามความในมาตรา ๒๓๒ การที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์จึงไม่ชอบ แต่เมื่อจำเลยอุทธรณ์คำสั่งไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นได้ส่งอุทธรณ์และสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยว่าคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ดังกล่าวยื่นเกินกำหนดและให้ยกอุทธรณ์ จึงมีผลเป็นการที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับอุทธรณ์ยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้น คำสั่งของศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๓๖ วรรคหนึ่ง

คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๖๔๘/๒๕๔๗
คดีของจำเลยทั้งสองต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๘ วรรคหนึ่ง หากจำเลยทั้งสองประสงค์จะฎีกาในปัญหาดังกล่าวจะต้องให้ผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณา หรือลงชื่อในคำพิพากษา หรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์อนุญาต หรืออธิบดีกรมอัยการลงลายมือชื่อรับรองให้จำเลยทั้งสองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ฯลฯ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๑ ขั้นตอนในการปฏิบัติดังกล่าว ป.วิ.อ. มิได้บัญญัติวางหลักเกณฑ์ไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำบทบัญญัติใน ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๘ วรรคท้าย มาใช้บังคับโดยอนุโลมตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕ กล่าวคือ จำเลยทั้งสองต้องยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้นขอให้ผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณา หรือลงชื่อในคำพิพากษา หรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค ๗ อนุญาตให้จำเลยทั้งสองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่ตามคำร้องคงเพียงขอเฉพาะผู้พิพากษาสองคนที่ลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยระบุชื่อให้อนุญาตให้จำเลยทั้งสองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง โดยมิได้ระบุถึงผู้พิพากษาคนอื่นที่ลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๗ ดังนี้ เมื่อผู้พิพากษาทั้งสองคนที่ลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งสองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงแล้ว ก็ชอบที่ศาลชั้นต้นจะต้องมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยทั้งสอง ส่วนการที่ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๗ คนหนึ่งที่ลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๗ มีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยทั้งสองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงโดยลำพัง หามีผลตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๑ ให้จำเลยทั้งสองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ไม่ เพราะมิได้ต้องด้วยความประสงค์ของจำเลยทั้งสองในการที่จะขอให้ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๗ คนนั้นเป็นผู้อนุญาตให้จำเลยทั้งสองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตลอดทั้งมิได้ผ่านหลักเกณฑ์ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้รับฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๕๖๐/๒๕๓๘
โจทก์ทั้งสามฟ้องว่า ที่ดินมือเปล่าเนื้อที่ ๑๓ ไร่ เป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย ให้จำเลยแบ่งที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสามคนละ ๑ ใน ๕ ส่วน คิดเป็นที่ดินรวมกัน ๗ ไร่ ๓ งาน ๒๐ ตารางวา ซึ่งโจทก์ตีราคาเป็นเงิน ๗๘,๐๐๐ บาทจำเลยอุทธรณ์ว่าที่ดินพิพาททั้งสามส่วนเป็นของจำเลย ขอให้ยกฟ้อง เท่ากับโต้เถียงว่าที่ดินพิพาททั้งสามส่วนดังกล่าวเป็นของจำเลย มิใช่ทรัพย์มรดกของผู้ตาย จึงไม่อาจแยกคิดทุนทรัพย์แต่ละส่วนตามที่โจทก์ทั้งสามขอมาได้ อุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์ ๗๘,๐๐๐ บาท ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง
(วรรคแรกวินิจฉัยโดยมติที่ประชุมใหญ่)
ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย โจทก์ทั้งสามและจำเลยซึ่งเป็นทายาทจึงมีสิทธิรับมรดกที่ดินพิพาท แม้จะฟังว่าจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทตั้งแต่ผู้ตายถึงแก่ความตายแต่ผู้เดียว ก็เป็นการครอบครองทรัพย์มรดกของผู้ตายที่ยังไม่ได้แบ่งปันกัน และต่อมาจำเลยได้เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามคำสั่งศาลการที่จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทในฐานะทายาทก็ดี และในฐานะผู้จัดการมรดกก็ดีถือได้ว่าเป็นการครอบครองแทนทายาทอื่นด้วย จำเลยจะยกอายุความ ๑ ปี ตามป.พ.พ. มาตรา ๑๗๕๔ มาใช้บังคับไม่ได้ โจทก์ทั้งสามย่อมฟ้องขอแบ่งที่ดินพิพาทจากจำเลยได้

คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๙๗๑/๒๕๔๔
โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้บังคับจำเลยแบ่งที่ดินแปลงพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกแก่โจทก์ทั้งสี่คนละ ๑ ส่วน รวม ๔ ส่วน ใน ๙ ส่วน คิดเป็นเงินรวม ๒๗๙,๖๓๒ บาท แม้โจทก์ทั้งสี่ฟ้องรวมกันมา การอุทธรณ์ฎีกาก็ต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกกันเพราะเป็นเรื่องโจทก์แต่ละคนใช้สิทธิเฉพาะของตน เมื่อที่ดินแต่ละส่วนที่โจทก์แต่ละคนฟ้องขอแบ่งมีราคาไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาสำหรับโจทก์แต่ละคนจึงไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ต้องห้ามคู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๘ วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่าพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสี่ฟังไม่ได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นมรดกเป็นฎีกาโต้เถียงในข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว
(ประชุมใหญ่ ครั้งที่ ๑/๒๕๔๔)

อุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์,คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ถึงที่สุด,กำหนดฎีกา
แก้ไขเพิ่มเติมฎีกา,ใช้บทบัญญัติว่าด้วยอุทธรณ์,สิทธิฎีกา

คำสั่งคำร้องที่ ๓๔๐/๑๓ การที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธของ
ศาลชั้นต้นที่ไม่ที่ไม่ส่งอุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์ อันจะทำให้คำสั่งศาลอุทธรณ์
เป็นที่สุดตาม ป.ว.พ.มาตรา ๒๓๖ นั้นหมายถึงคำสั่งยืนในเนื้อหาของอุทธรณ์
ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับระยะเวลาสำหรับอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์แล้ว คำสั่ง
ศาลอุทธรณ์ที่ยืนตามคำสั่งศาลชั้นชั้นต้นว่ายื่นอุทธรณ์เกินกำหนด ๑๐ วัน จึง
ไม่รับอุทธรณ์นั้น หาถึงที่สุดไม่ แต่อุทธรณ์คำสั่งในปัญหาเช่นนี้ต้องยื่นภายใน
กำหนด ๑๐ วันถูกต้องแล้ว


คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๒๓๙/๒๕๔๒
(คดีแดงที่ ๔๒๓๙ - ๔๒๔๐/๒๕๔๒)
ตามคำร้องขอฝากขังของพนักงานสอบสวนนอกจากจะขอรับตัวผู้ต้องหาไปควบคุมไว้ยังที่ทำการของกองปราบปรามเพื่อให้พยานชี้ตัวแล้ว พนักงานสอบสวนได้อ้างเหตุที่ต้องขออนุญาตฝากขังด้วยว่า การสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น ต้องสอบสวนพยานเพิ่มเติมอีก ๑๕ ปาก พนักงานสอบสวนจึงมีอำนาจกระทำการอื่นใดอันจำเป็นเพื่อให้การสอบสวนเสร็จสิ้นได้ มิได้จำกัดเพียงให้พยานชี้ตัวผู้ต้องหาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น พนักงานสอบสวนจึงมีอำนาจนำตัวผู้ต้องหาออกนอกพื้นที่ที่ทำการของกองปราบปรามเพื่อตรวจค้นตามหมายค้นได้
คำร้องของผู้ต้องหาที่ขอให้หน่วยนิติเวช ภาควิชาพยาธิวิทยาคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาล ร.และให้ พ.ตรวจพิสูจน์ศพผู้ตายเพื่ออ้างเป็นพยานหลักฐานของผู้ต้องหาตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๑๕ และ ป.วิ.พ.มาตรา ๑๐๑ นั้นก็คือการชันสูตรพลิกศพนั่นเอง ซึ่งตามบทบัญญัติ ป.วิ.อ.ถือว่าการชันสูตรพลิกศพเป็นการสอบสวนความผิดอาญาอย่างหนึ่ง และ ป.วิ.อ. ได้บัญญัติผู้มีหน้าที่ทำการชันสูตรพลิกศพและได้ให้อำนาจผู้ทำการชันสูตรพลิกศพทำการผ่าศพแล้วแยกธาตุส่วนใดหรือจะให้ส่งทั้งศพ หรือบางส่วน ไปยังแพทย์หรือพนักงานแยกธาตุของรัฐบาลก็ได้ และยังให้อำนาจผู้ชันสูตรพลิกศพจัดให้ขุดศพขึ้นเพื่อตรวจดูได้ กำหนดวิธีการที่ ป.วิ.อ.บัญญัติไว้โดยเฉพาะในภาค ๒ ลักษณะ ๒ หมวด ๒ แล้วตามมาตรา ๑๕๐, ๑๕๑ และ ๑๕๓จึงนำ ป.วิ.พ.มาตรา ๑๐๑ มาอนุโลมบังคับหาได้ไม่ ดังนี้ เมื่อพนักงานสอบสวนได้ทำการชันสูตรพลิกศพผู้ตายเสร็จแล้ว จึงไม่มีเหตุที่จะดำเนินการตามคำร้องของผู้ต้องหาที่ขอให้ชันสูตรพลิกศพผู้ตายได้อีก

คำฟ้อง, ร้องสอด, บรรยายฟ้อง
๑๔๔๓/๒๕๔๘
ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องสอดโดยอ้างว่า การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้และคู่ความขอให้
ศาลไกล่เกลี่ยเพื่อประนีประนอมยอมความต่อกัน หากศาลมีคำพิพากษาตามยอม
จะเป็นผลเสียหายแก่ผู้ร้องสอด จึงเป็นกรณีจำเป็นเพื่อให้ได้รับความรับรองคุ้มครอง
หรือบังคับตามสิทธิของผู้ร้องสอดที่มีอยู่ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๕๗ (๑) เป็นการ
ร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สาม ผู้ร้องสอดอยู่ในฐานะเป็นโจทก์ ส่วนโจทก์
เดิมและจำเลยอยู่ในฐานะเป็นจำเลย เมื่อคำร้องสอดดังกล่าวมีลักษณะเป็นค่าฟ้อง
ตามมาตรา ๑ (๓) จึงต้องแสดงโดยแจ้งข้อซึ่งสภาพแพ่งข้อหา และคำขอบังคับ
ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นตามมาตรา ๑๗๒ วรรคสอง แต่
คำร้องสอดของผู้ร้องสอดไม่มีคำขอบังคับโดยชัดแจ้ง จึงเป็นคำร้องสอดที่ไม่ชอบ
ด้วยกฎหมาย


ไต่สวนคำขอ, กระบวนพิจารณาผิดระเบียบ

๒๕๙๖/๔๐ การร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตาม
ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง เป็นอำนาจของศาลที่จะทำการไต่สวนได้ตาม
ที่เห็นสมควรตามมาตรา ๒๑ (๔) แต่ถ้าข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานในสำนวน
ปรากฏต่อศาลโดยชัดแจ้งว่า มิได้มีการพิจารณาที่ผิดระเบียบ ศาลย่อมมีอำนาจ
สั่งยกคำร้องได้โดยไม่จำเป็นต้องไต่สวน การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง
ของผู้ร้องเพราะเหตุผู้ร้องไม่ไปศาลตามนัดโดยถือว่าผู้ร้องไม่ติดใจสืบพยาน
ตามที่ศาลได้กำกับไว้แล้ว เป็นการปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. ว่าด้วย
วิธีพิจารณาในศาลชั้นต้น มิได้มีการพิจารณาที่ผิดระเบียบโดยหลงผิด
แต่อย่างใด


คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๘๖๙/๒๕๔๑
ป.วิ.พ.มาตรา ๗๙ บัญญัติเรื่องการปิดหมายไว้ว่า ให้ปิดคำคู่ความไว้ในที่แลเห็นได้ง่าย ณ สำนักทำการงานของคู่ความนั้น การที่โจทก์ระบุที่อยู่ของจำเลยอย่างกว้าง ๆ ทั้งที่สำนักทำการงานของจำเลยมีหน่วยงานในสังกัดหลายหน่วยงานกับมีพนักงานจำนวนมากจนพนักงานเดินหมายไม่สามารถสืบหาได้ว่าจำเลยทำงาน ณ หน่วยงานใดของการไฟฟ้านครหลวงเขตคลองเตย ทำให้จำเลยไม่มีโอกาสรู้ว่าถูกโจทก์ฟ้องและไม่อยู่ในวิสัยที่จำเลยจะรู้ได้ การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยโดยวิธีปิดหมายเช่นนี้จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ.มาตรา ๗๙ทำให้กระบวนพิจารณาหลังจากนั้นต่อมาเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายด้วย ปัญหาเรื่องการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยโดยไม่ชอบนั้นเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ.ในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมชอบที่จะต้องเพิกถอนเสียตาม ป.วิ.พ.มาตรา ๒๗ ศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คำสั่งศาลชั้นต้น และคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตั้งแต่การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยแล้วมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่ตามรูปคดีต่อไป

ลูกหนี้ร่วม, กระบวนพิจารณาผิดระเบียบ, คดีไม่มีข้อยุ่งยาก, อำนาจศาลอุทธรณ์,
หนี้ที่ไม่อาจแบ่งแยกได้, นำวิธีพิจารณาในศาลชั้นต้นมาใช้ในชั้นศาลอุทธรณ์
๖๑๐/๒๕๔๕
จำเลยที่ ๗ มีภูมิลำเนาแน่นอน จึงไม่มีกรณีที่ไม่สามารถส่งหมายแก่
จำเลยที่ ๗ ณ ภูมิลำเนาของจำเลยที่ ๗ ได้ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งแจ้งวันนัดแก่
จำเลยที่ ๗ โดยการประกาศหน้าศาลเพียงประการเดียวและไม่ได้สั่งให้ส่งหมาย
ไปยังภูมิลำเนาของจำเลยที่ ๗ ด้วย ย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฉะนั้น การที่
จำเลยที่ ๗ ไม่มาศาลในวันนัดสืบพยาน จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ ๗ ขาดนัดยื่นคำ
ให้การและขาดนัดพิจารณา แม้ว่าศาลชั้นต้นจะมีอำนาจกระทำได้โดยมิต้องรอให้
โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเสียก่อนเพราะศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นคดีไม่มี
ข้อยุ่งยาก และนำบทบัญญัติว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีมโนสาเร่มาใช้บังคับตาม
ป.วิ.พ. มาตรา ๑๙๖ วรรคสอง ก็ตาม แต่เมื่อไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่า
จำเลยที่ ๗ ได้รับหมายเรียกของศาลแล้วไม่มาตามกำหนดนัดตามมาตรา ๑๙๖
วรรคสอง (๓) ศาลชั้นต้นก็ไม่อาจสั่งจำเลยที่ ๗ ขาดนัดพิจารณาแล้ว
พิจารณาคดีสำหรับจำเลยที่ ๗ ไปฝ่ายเดียวได้ กรณีดังกล่าวจึงเป็นการสั่งโดย
ผิดหลงและเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบโดยไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติ
ว่าด้วยการพิจารณาคดีและเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของ
ประชาชน ศาลอุทธรณ์มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้เพิกถอนคำสั่งและการดำเนิน
กระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นที่ผิดระเบียบนั้นเสียได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา
๒๔๓ (๒) และมาตรา ๒๗ ประกอบด้วยมาตรา ๒๔๖
สัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ ๗ ถูกฟ้องให้ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ นั้น
เป็นการรับผิดร่วมกันและแทนกันอย่างไม่มีเงื่อนไข โดยรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม
เช่นเดียวกับจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ มูลหนี้ของจำเลยทั้งเจ็ดจึงเกี่ยวด้วยการชำระหนี้
อันไม่อาจแบ่งแยกได้ แม้การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นเกี่ยวกับ
จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๖ จะชอบด้วยกฎหมายก็ตาม แต่การที่ศาลพิพากษาให้จำเลย
คนหนึ่งคนใดรับผิดชดใช้เงินในมูลหนี้ร่วมที่มิอาจแบ่งแยกได้ให้แก่โจทก์เพียงใด
จำเป็นที่ศาลจะต้องรับฟังพยานหลักฐานที่โจทก์และจำเลยทุกคนนำสืบให้ปรากฏ
ในสำนวน หรือหากจำเลยคนใดไม่มาศาล ก็ต้องปรากฏเหตุโดยแจ้งชัดว่าศาล
ชั้นต้นอาจสั่งให้ผู้นั้นขาดนัดพิจารณาได้โดยชอบ เมื่อคดีปรากฏเหตุที่ศาลชั้นต้น
มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณาคดีเช่นนี้ ศาลอุทธรณ์ก็หาอาจ
พิจารณาพิพากษาอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยที่ ๑ ไปโดยไม่รอฟังพยานหลักฐาน
แห่งการขาดนัดพิจารณาของจำเลยที่ ๗ ให้ชัดเจนเสียก่อนได้ไม่ ศาลอุทธรณ์
จึงมีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้ โดยถือว่ากระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นที่ผิด
ระเบียบเริ่มตั้งแต่วันนัดสืบพยานโจทก์เป็นต้นไป


คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๖๙๗/๒๕๔๒
ศาลชั้นต้นไม่รับฟ้องโดยอ้างว่าหนังสือมอบอำนาจท้ายฟ้องโจทก์ไม่ได้มอบอำนาจให้ฟ้องจำเลย แต่เมื่อปรากฏว่าคดีนี้ น.ทนายโจทก์เป็นผู้ลงชื่อในคำฟ้อง แม้ในคำฟ้องจะระบุว่าโจทก์มอบอำนาจให้นาย ส.ดำเนินคดีแทน แต่เมื่อกรรมการผู้มีอำนาจลงชื่อผูกพันโจทก์เป็นผู้ลงชื่อแต่งตั้งนาย น.เป็นทนายความ พร้อมประทับตราสำคัญของโจทก์ จึงเท่ากับว่าโจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยด้วยตนเอง การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งที่รับฟ้องโจทก์แล้วมีคำสั่งใหม่เป็นไม่รับฟ้องโจทก์ จึงเป็นการสั่งโดยเข้าใจผิด คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบเมื่อโจทก์ร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งแล้ว แต่ศาลชั้นต้นไม่เพิกถอน โจทก์จึงมีสิทธิอุทธรณ์และฎีกาได้ตามบทกฎหมายทั่วไป หาใช่ต้องอุทธรณ์ฎีกาตาม ป.วิ.พ.มาตรา ๑๘วรรคท้ายไม่

คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๔๓๔/๒๕๓๘
คดีผู้ร้องที่ ๑ และที่ ๓ มีราคาทรัพย์สินที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาท และต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ผู้ร้องที่ ๑ และที่ ๓ย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่าคดีผู้ร้องที่ ๑ และที่ ๓ มีเหตุอันควรอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้ ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นจึงมีหน้าที่พิจารณาเพียงว่า มีเหตุอันควรอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้หรือไม่เท่านั้น
การที่ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ จึงไม่จำต้องรับรองและมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของผู้ร้องทั้งสามจึงเป็นการสั่งคดีในส่วนของผู้ร้องที่ ๑ และที่ ๓ โดยผิดหลงและเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ไม่ได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณาคดีถือไม่ได้ว่าผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นได้รับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้ตาม ป.วิ.พ.มาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่งแล้ว และแม้ต่อมาในชั้นฎีกาผู้ร้องที่ ๑ และที่ ๓ ยื่นคำร้องร่วมกับผู้ร้องที่ ๒ ต่อศาลชั้นต้นขอให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่าคดีมีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ และผู้พิพากษาที่นั่ง-พิจารณาคดีในศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า รับรองว่าคดีมีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้และมีคำสั่งรับฎีกาของผู้ร้องทั้งสามก็ตาม ก็เป็นการสั่งคดีในส่วนของผู้ร้องที่ ๑ และที่ ๓ โดยผิดหลงและเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบเช่นกัน ผู้ร้องที่ ๑ และที่ ๓ จึงไม่มีสิทธิที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ และศาลฎีกามีอำนาจที่จะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยให้เพิกถอนคำสั่งและการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นที่ไม่ชอบเสียได้ ตามป.วิ.พ.มาตรา ๒๔๓ (๑) และมาตรา ๒๗ ประกอบด้วยมาตรา ๒๔๖ และมาตรา ๒๔๗ศาลฎีกาให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่เกี่ยวกับผู้ร้องที่ ๑ และที่ ๓ และเพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่ว่า "คดีนี้ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ จึงไม่จำต้องรับรอง" และให้ยกคำสั่งรับอุทธรณ์ของผู้ร้องที่ ๑ และที่ ๓ เสีย ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณา-คดีในศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องของผู้ร้องที่ ๑ และที่ ๓ ว่าจะรับรองหรือไม่แล้วดำเนินการต่อไป กับให้ยกฎีกาของผู้ร้องที่ ๑ และที่ ๓

คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๑๔๔/๒๕๔๑
จำเลยได้แต่งตั้ง ส.เป็นทนายความเข้าดำเนินคดี และระบุข้อความไว้ในใบแต่งทนายให้ ส.มีอำนาจทำสัญญาประนีประนอมยอมความด้วยเมื่อจำเลยยังมิได้ถอน ส.ออกจากการเป็นทนายความ การที่ ส.ไปตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ แม้จะไม่ได้ปรึกษากับจำเลยก่อน ก็ถือว่าเป็นการกระทำโดยชอบด้วยกระบวนพิจารณา มิใช่เป็นการพิจารณาที่ผิดระเบียบ ศาลชั้นต้นได้พิพากษาเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว คำพิพากษานั้นย่อมผูกพันจำเลยซึ่งเป็นคู่ความตาม ป.พ.พ.มาตรา ๑๔๕ จนถึงวันที่คำพิพากษานั้นได้ถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไข กลับหรืองดเสีย ถ้าหากมี และจำเลยได้แต่จะใช้สิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยอ้างว่าฝ่ายโจทก์ฉ้อฉลตาม ป.วิ.พ.มาตรา ๑๓๘ วรรคสอง(๑) เท่านั้น จำเลยจะขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณานั้นและให้พิจารณาคดีใหม่หาได้ไม่

ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน,
ดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ

๓๔๑๓/๔๑ ผู้ร้องยื่นคำร้องฉบับแรกขอให้ยกเลิกการส่งมอบห้องพิพาท
๑๑ ห้อง ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ส่งมอบให้แก่โจทก์โดยอ้างว่า การส่งมอบ
ไม่ถูกต้องเพราะคดียังไม่ถึงที่สุด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เจ้าพนักงานบังคับคดี
ได้ส่งมอบห้องพิพาททั้งสิบห้าห้องรวมทั้งทรัพย์สินให้แก่โจทก์แล้ว จึงไม่มี
ประโยชน์ที่จะพิจารณาและไต่สวนคำร้องของผู้ร้องอีกต่อไป ให้ยกคำร้อง
คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวเป็นคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นที่ผู้ร้องขอให้
ยกเลิกการส่งมอบห้องพิพาท ๑๑ ห้อง ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ส่งมอบให้
แก่โจทก์แล้ว หากผู้ร้องไม่พอใจอย่างไร ชอบที่จะอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น
ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ แต่ผู้ร้องมิได้อุทธรณ์ ผู้ร้องกลับมายื่นคำร้อง
อีกฉบับว่าการส่งมอบห้องพิพาทไม่ถูกต้อง ผู้ร้องยังครอบครองห้องพิพาท
อีก ๔ ห้อง การบังคับคดียังไม่เสร็จสิ้น และการด่วนคืนห้องพิพาทให้แก่
โจทก์ไม่เป็นธรรมแก่ผู้ร้อง ขอให้ไต่สวนคำร้องของผู้ร้องฉบับแรกและคืน
ห้องพิพาททั้งสิบห้าห้องให้แก่ผู้ร้อง คำร้องฉบับหลังจึงมีข้ออ้างเช่นเดียว
กับคำร้องฉบับแรก แม้จะมีคำขอต่างกันโดยขอให้ไต่สวนคำร้องฉบับแรก
และขอให้คืนห้องพิพาททั้งสิบห้าห้อง ก็สืบเนื่องมาจากประเด็นข้อพิพาท
เดียวกัน จึงเป็นการขอให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาอันเกี่ยวกับ
คดีหรือประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้วต้องห้ามตาม ป.วิ.พ.มาตรา ๑๔๔
และปัญหาเรื่องการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยว
ด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายยกขึ้นอ้าง
ศาลก็ยกขึ้นวินิจฉัยได้


กระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ

๓๒๐/๓๖ จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนกระบวนพิจารณา
ที่ผิดระเบียบหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วโดยอ้างว่าไม่มีการส่งหมาย
เรียกและสำเนาคัดฟ้องให้แก่จำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๑ ไม่เคยทราบว่าถูกโจทก์
ฟ้องมาก่อน และจำเลยที่ ๑ มิได้มอบอำนาจให้มารดาดำเนินคดีแทนทั้งมารดา
จำเลยที่ ๑ ก็ไม่เคยตั้งทนายความให้ดำเนินคดี ดังนี้ หากข้อเท็จจริงเป็นดัง
คำร้องของจำเลยที่ ๑ กระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นย่อมเป็นการไม่ชอบเป็น
เหตุให้ศาลชั้นต้นหลงผิดดำเนินกระบวนพิจารณาไป จนกระทั่งมีคำพิพากษาให้
จำเลยที่ ๑ แพ้คดี กระบวนพิจารณาและคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในส่วนที่
เกี่ยวกับจำเลยที่ ๑ จึงเป็นการไม่ชอบ จำเลยที่ ๑ จึงยื่นคำร้องขอให้ศาล
ชั้นต้นเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสียได้ ตามประมวลกฎหมาย
วิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๒๗ วรรคแรก แม้จะยื่นคำร้องขอให้เพิกถอน
ภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว ก็ไม่ต้องห้ามตามมาตรา ๒๗
วรรคสอง


คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๕๗/๒๕๔๘
แม้คำขอท้ายฟ้องและคำขอท้ายอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสิบเอ็ดจะขอให้จำเลยและบริวารออกจากบ้านพิพาท ไม่ได้ขอให้ขับไล่ออกจากที่ดินก็ตาม เมื่อบ้านพิพาทปลูกอยู่บนที่ดินของโจทก์ทั้งสิบเอ็ด โจทก์ทั้งสิบเอ็ดย่อมไม่ประสงค์ให้จำเลยและบริวารอยู่ในที่ดินและทาวน์เฮาส์ที่พิพาทต่อไป การที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ มีคำพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินด้วย ไม่เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๒ วรรคหนึ่ง

คำคู่ความ, ตรวจ, คู่ความ, ค่าฤชาธรรมเนียม, คืน, บรรยายฟ้อง
๔๒๔/๒๕๔๔ โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงิน ๕,๕๗๕,๕๕๑.๕๓ บาท
จากโจทก์ โดยกล่าวอ้างว่าโจทก์ยังเป็นหนี้ค่าซื้อสินค้าอยู่แก่จำเลย
๕,๕๗๕,๕๕๑.๕๓ บาท แต่จำเลยเรียกให้โจทก์ชำระหนี้
๖,๕๖๕,๓๗๗.๕๕ บาทซึ่งเป็นจำนวนที่แตกต่างกันมากจำเป็นต้อง
ใช้สิทธิทางศาลเพื่อพิสูจน์ยอดหนี้จึงเป็นกรณีที่มีปัญหาโต้แย้งกัน
อยู่ว่าโจทก์ยังติดค้างหนี้อยู่แก่จำเลยจำนวนเท่าใด แต่ข้อโต้แย้ง
ดังกล่าวเป็นเพียงทำให้การชำระหนี้ของโจทก์ไม่สามารถจะหยั่งรู้
ถึงสิทธิได้แน่นอนว่าจะชำระหนี้เป็นจำนวนใด อันทำให้โจทก์สามารถ
ใช้สิทธิวางทรัพย์ด้วยการชำระหนี้ตามจำนวนที่โจทก์เห็นว่าถูกต้อง
ณ สำนักงานวางทรัพย์ซึ่งหากเป็นจำนวนที่ถูกต้องโจทก์ย่อมหลุดพ้น
จากความรับผิดไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา
๓๓๑ เมื่อโจทก์มีทางเลือกที่จะปฏิบัติได้โดยไม่ต้องนำคดีมาฟ้องศาล
โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง
การตรวจคำฟ้องศาลชั้นต้นต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมาย
วิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๒ วรรคท้าย ซึ่งบัญญัติว่า "ให้ศาล
ตรวจคำฟ้องนั้นแล้วสั่งให้รับไว้ หรือให้ยกเสียหรือให้คืนไป ตามที่
บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๘" คำว่า ให้ยกเสียตามบทบัญญัติดังกล่าว
จึงเป็นการยกฟ้องของโจทก์นั่นเอง ศาลจึงมีอำนาจยกฟ้องในชั้น
ตรวจคำฟ้องได้โดยไม่ต้องมีคำสั่งรับฟ้องไว้ก่อน ดังนั้น เมื่อโจทก์
ฟังคดีโดยไม่ปรากฏว่ามีการโต้แย้งสิทธิอันเป็นกรณีโจทก์ไม่มี
อำนาจฟ้อง การที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทันที โดยมิ
ได้มีคำสั่งรับคำฟ้องโจทก์ไว้ก่อนจึงชอบแล้ว
การที่ศาลชั้นต้นพิเคราะห์คำฟ้องแล้วนำข้อเท็จจริงในคำฟ้อง
มาวินิจฉัยเกี่ยวกับคำฟ้องโจทก์และพิพากษายกฟ้อง เป็นการ
วินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีตามความหมายแห่งประมวลกฎหมาย
วิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๓๑(๒) ซึ่งมีผลเป็นการพิจารณาคดี
มิใช่เรื่องที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับหรือคืนคำฟ้องตามที่บัญญัติไว้ใน
มาตรา ๑๘ จึงไม่มีเหตุที่จะคืนค่าธรรมเนียมศาลแก่โจทก์ ตาม
มาตรา ๑๕๑


ละเมิด, นายจ้างร่วมรับผิดกับลูกจ้าง, คำพิพากษาขัดกัน
๕๙๓/๒๕๔๘
จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๒ ขับรถยนต์ในทางการที่จ้างด้วยความ
ประมาทเลินเล่อชนกับรถแท็กซี่ของโจทก์ที่ ๑ ซึ่งโจทก์ที่ ๒ เป็นผู้ขับ ได้รับ
ความเสียหายและโจทก์ที่ ๒ ได้รับบาดเจ็บ แม้คดีของโจทก์ที่ ๒ จะต้องห้ามฎีกา
ในข้อเท็จจริง แต่เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ ๑ ประมาทเลินเล่อฝ่ายเดียว
จึงทำให้คำวินิจฉัยในส่วนที่ว่าโจทก์ที่ ๒ ประมาทเลินเล่อด้วยตามคำวินิจฉัยของ
ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาขัดกัน ต้องบังคับตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๖ วรรคหนึ่ง
โดยถือตามคำพิพากษาศาลฎีกาว่า จำเลยที่ ๑ ประมาทเลินเล่อฝ่ายเดียว จำเลย
ทั้งสองจึงต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ ๒ ด้วย


คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๔๔๙/๒๕๓๑
ผู้ร้องยื่นคำขอเฉลี่ยทรัพย์ครั้งแรกในคดีที่ผู้ร้องเป็นโจทก์แทนที่จะยื่นในคดีที่มีการออกหมายบังคับคดีอันเป็นการยื่นผิดสำนวน แต่ศาลในคดีที่ออกหมายบังคับคดีกับศาลในคดีที่ผู้ร้องเป็นโจทก์เป็นศาลเดียวกันคือศาลแพ่ง ทั้งตามคำร้องของผู้ร้องดังกล่าวก็ได้ระบุไว้ชัดแจ้งว่าขอเฉลี่ยจากทรัพย์ของจำเลยที่ ๒ ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้อายัดไว้ในคดีนี้ ซึ่งถือได้ว่าผู้ร้องได้ยื่นคำขอเฉลี่ยทรัพย์ครั้งแรกโดยทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาลที่ออกหมายบังคับให้อายัดทรัพย์ของ จำเลยที่ ๒ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๙๐ วรรคแรก ประกอบมาตรา ๑(๑) แล้ว
ผู้ร้องยื่นคำขอเฉลี่ยทรัพย์ไว้ในคดีที่ผู้ร้องเป็นโจทก์ แม้ต่อมาศาลในคดีดังกล่าวได้มีคำสั่งยกคำขอเฉลี่ยทรัพย์ แต่ก็เพื่อที่จะให้ผู้ร้องมายื่นคำขอเฉลี่ยทรัพย์ในคดีนี้เสียให้ถูกต้อง ทั้งนี้เพื่อความสะดวกในการไต่สวนคำร้องของผู้ร้องเท่านั้นหาทำให้สิทธิของผู้ร้องซึ่งได้ยื่นคำขอเฉลี่ยทรัพย์ต่อศาลโดยชอบแล้วข้างต้นต้องเสียไปไม่ เมื่อคำขอเฉลี่ยทรัพย์ของผู้ร้องที่ได้ยื่นไว้ครั้งแรกยังไม่พ้นระยะเวลาตามกฎหมายแม้ผู้ร้องจะยื่นคำขอเฉลี่ยทรัพย์ในคดีนี้ต้นระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ก็ตาม ก็ต้องถือว่าผู้ร้องได้ยื่นคำขอเฉลี่ยทรัพย์ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดแล้ว

บังคับคดี,เฉลี่ยทรัพย์

๑๓๒๔/๐๓ ศาลพิพากษาให้เลิกห้างหุ้นส่วนและให้จำเลยใช้เงินค่าหุ้น
ให้แก่โจทก์ จำเลยได้นำเงินมาวางศาลแล้วตามคำบังคับ เพื่อชำระให้แก่
โจทก์ดังนี้ เจ้าหนี้เจ้าหนี้ของจำเลยตามคำพิพากษาในคดีอื่นจะมาขอเฉลี่ยหนี้
ในเงินจำนวนนี้ไม่ได้ เพราะเป็นเงินจำเลยนำมาชำระเองเพื่อชำระหนี้ให้
โจทก์ตามคำพิพากษาให้พ้นจากความรับผิดชอบในหนี้จำนวนนี้ระงับไป มิได้
สงวนสิทธิหรือโต้แย้งการจ่ายไว้ประการใด และโจทก์ก็ได้ถือสิทธิขอรับเงิน
จำนวนนี้จากศาลต้องถือว่าเป็นสิทธิแก่โจทก์แล้ว


คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๓๒๘/๒๕๓๘
เงินที่ผู้ร้องร้องขอเฉลี่ยเป็นเงินที่จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันต่อหน้าศาล โดยจำเลยยอมให้การรถไฟแห่งประเทศไทยมอบหรือหักเงินเดือนของจำเลยทุกเดือนชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนกว่าจะครบ เงินจำนวนดังกล่าวจึงเป็นเงินที่การรถไฟแห่งประเทศไทยส่งไปยังศาลเพื่อชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ มิใช่เงินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินเดือนของจำเลยไว้แทนเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๙๐ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิร้องขอเฉลี่ยทรัพย์รายนี้

เพิกถอนการฉ้อฉล,กรรมสิทธิ์,ใช้สัมภาระของผู้อื่น

๑๑๓๐-๑๑๓๑/๐๕ ในกรณีที่จำเลยมีเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาสองราย แต่
ทรัพย์ของจำเลยมีเพียงพออย่างเดียว มีราคาไม่พอใช้หนี้ทั้งสองราย การที่
จำเลยเลือกใช้หนี้เพียงรายใดรายหนึ่ง อันเป็นผลทำให้เจ้าหนี้อีกคนหนึ่งเสีย
เปรียบและเจ้าหนี้ผู้รับชำระหนี้ทราบดีอยู่แล้วเช่นนี้ย่อมเป็นการฉ้อฉล เจ้าหนี้
ผู้เสียเปรียบขอให้เพิกถอนการชำระหนี้ได้
แต่เมื่อปรากฏว่าหนี้ที่ลูกหนี้ชำระแก่เจ้าหนี้ไปก่อนนั้นเป็นไม้ที่รื้อจาก
โรงเรือนของลูกหนี้ และเจ้าหนี้นั้นได้เอาไม้ไปปลูกเป็นโรงเรือนในที่
ดินของเจ้าหนี้เสร็จเรียบร้อยแล้ว ดังนี้ ก็เท่ากับว่าเจ้าหนี้เอาสัมภาระของผู้
อื่นไปปลูกสร้างโรงเรือนในที่ดิน ย่อมเป็นส่วนควบของที่ดินตามมาตรา ๑๓๑๕
ไปแล้ว เจ้าหนี้ที่เสียเปรียบจะตามไปยึดเรือนดังกล่าวขายทอดตลาดไม่ได้
ได้แต่จะใช้สิทธิของลูกหนี้เรียกเอาค่าสัมภาระมาเพื่อชำระหนี้แก่เจ้าหนี้
หนี้ที่ลูกหนี้ชำระแก่เจ้าหนี้ไปก่อนนั้น เป็นไม้ที่รื้อมาจากโรงเรือนของลูก
หนี้และเจ้าหนี้นั้นได้ไม้ไปปลูกเป็นโรงเรือนในที่ดินของเจ้าหนี้เสร็จเรียบร้อย
แล้ว ดังนี้ ก็เท่ากับว่าเจ้าหนี้เอาสัมภาระของผู้อื่นไปปลูกสร้างโรงเรือนใน
ที่ดินย่อมเป็นส่วนควบของที่ดินตามมาตรา ๑๓๑๕ ไปแล้ว เจ้าหนี้ที่เสียเปรียบ
จะตามไปยึดเรือนดังกล่าวขายทอดตลาดไม่ได้ได้แต่จะใช้สิทธิของลูกหนี้เรียก
เอาค่าสัมภาระมาเพื่อชำระหนี้


คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๐๑๑/๒๕๔๐
การที่จำเลยทั้งสามนำที่ดินจำนวน ๒๓ แปลง ของจำเลยที่ ๒ที่ผู้ร้องซื้อจากการขายทอดตลาดรวมอยู่ด้วยมาเป็นหลักประกันการทุเลาการบังคับโดยจำเลยที่ ๒ ทำหนังสือสัญญาค้ำประกันไว้ต่อศาลชั้นต้นและศาลชั้นต้นมีคำสั่งห้ามเจ้าพนักงานที่ดินมิให้ทำนิติกรรมใด ๆ เกี่ยวกับที่ดินดังกล่าวจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นนั้น แม้หนังสือสัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ ๒ ทำไว้ต่อศาลชั้นต้นดังกล่าวจะมีผลจนกว่าจำเลยที่ ๒ จะชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์จนครบถ้วนก็ตาม แต่ที่ดินที่จำเลยที่ ๒ นำมาเป็นหลักประกันศาลชั้นต้นเพียงแต่มีคำสั่งห้ามเจ้าพนักงานที่ดินมิให้ทำนิติกรรมใด ๆ เกี่ยวกับที่ดินดังกล่าวจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ที่ดินดังกล่าวยังมิได้ถูกยึดหรืออายัดตามบทบัญญัติว่าด้วยการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ.หรือกฎหมายอื่น จึงไม่ต้องห้ามมิให้กรมสรรพากรยึดที่ดินดังกล่าวตาม ป.วิ.พ.มาตรา ๒๙๐ กรมสรรพากรย่อมมีอำนาจยึดที่ดินของจำเลยที่ ๒ ที่นำมาเป็นหลักประกันไว้ต่อศาลออกขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้ค่าภาษีได้
การที่ผู้ร้องซื้อที่ดินที่กรมสรรพากรขายทอดตลาดและได้ชำระราคาครบถ้วนแล้ว ผู้ร้องจึงอยู่ในฐานะจะจดทะเบียนสิทธิได้ก่อนตาม ป.พ.พ.มาตรา ๑๓๐๐ และเมื่อกรมสรรพากรมีหนังสือแจ้งให้เจ้าพนักงานที่ดินจดทะเบียนโอนที่ดินให้แก่ผู้ร้อง แต่เจ้าพนักงานที่ดินมิอาจดำเนินการให้ได้เพราะศาลชั้นต้นมีคำสั่งห้ามมิให้ทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าวเช่นนี้ ย่อมเห็นได้ชัดแจ้งว่าผู้ร้องมีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ได้สั่งห้ามทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินที่ผู้ร้องซื้อมา ผู้ร้องจึงมีสิทธิร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งที่ห้ามทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินที่ผู้ร้องซื้อมาจากการขายทอดตลาดได้ ตาม ป.วิ.พ.มาตรา๕๗ (๑) กรณีไม่มีเหตุอันจะอ้างได้ตามกฎหมายในการที่จะไม่เพิกถอนคำสั่งห้ามทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าว

คำสั่ง,แก้ไข,บังคับคดี,ยึดอายัดซ้ำ,งด

๓๒๑-๓๒๓/๒๓ คำสั่งใด ๆของศาลเกี่ยวกับการดำเนินกระบวนพิจารณา
ศาลอาจเปลี่ยนแปลงได้
ผู้ร้องขออายัดเงินไว้ชั่วคราวก่อนคำพิพากษาในคดีเรื่องหนึ่งที่ผู้ร้องเป็น
โจทก์ การอายัดชั่วคราวนี้ไม่ห้ามโจทก์ในคดีอีกเรื่องหนึ่งที่จะอายัดทรัพย์ของ
จำเลยนั้นเพื่อบังคับคดีตามคำพิพากษาได้ เมื่อได้ส่งเงินตามที่อายัดมายังเจ้า
พนักงานบังคับคดีตามคำพิพากษาแล้ว การอายัดเสร็จสิ้น การอายัดชั่วคราว
ของผู้ร้องสิ้นผล ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในภายหลังไม่มีสิทธิโต้แย้งได้
ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีอื่นซึ่งยังไม่ถึงที่สุด ไม่มีสิทธิร้อง
ขอให้งดการบังคับคดีนี้


คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๐๙๓/๒๕๓๔
การยึดทรัพย์ชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๕๔ (๑) มิใช่เป็นกรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ทำการบังคับคดีโดยยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้แทนเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา จึงไม่ต้องด้วยข้อห้ามมิให้ยึดหรืออายัดซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๙๐บทบัญญัติใน ป.วิ.พ. ลักษระ ๒ แห่งภาค ๔ ว่าด้วยการบังคับคดีมาตรา ๒๕๙ ให้นำมาใช้บังคับแก่วิธีการชั่วคราวนั้น หารวมถึงบทบัญญัติมาตรา ๒๙๐ นี้ไม่

คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๑๑/๒๕๐๔
จำเลยมิใช่เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาของผู้ร้อง ผู้ร้องเป็นแต่เพียงเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของภริยา (ไม่ได้จดทะเบียนสมรส) ของจำเลย จะมาร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ในคดีที่จำเลยถูกยึดทรัพย์เพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาโดยอ้างว่าโจทก์ได้นำยึดทรัพย์ของจำเลยซึ่งเป็นทรัพย์ที่จำเลยทำมาหาได้ร่วมกับภริยามาเสียหมดแล้ว หาได้ไม่

ห้ามอายัดทรัพย์ซ้ำ

๙๕๒/๔๑ แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งอายัดเงินของจำเลยไว้ชั่วคราว
ก่อนมีคำพิพากษาตามคำร้องของโจทก์ ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตาม
คำพิพากษาของจำเลยในคดีอื่นก็มีสิทธิที่จะขออายัดทรัพย์นั้นเพื่อบังคับ
คดีตามคำพิพากษาในคดีของตน เพราะกรณีไม่ต้องด้วยข้อห้ามมิให้
อายัดทรัพย์ซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๙๐ และเมื่อบุคคลภายนอกซึ่งเป็น
ผู้ครอบครองเงินของจำเลยได้จัดส่งเงินดังกล่าวซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้
อายัดไว้ชั่วคราวมาแล้ว เมื่อผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดี
อื่นได้ขอบังคับคดีและเจ้าพนักงานบังคับคดีได้บังคับคดีโดยมีหนังสือขอ
อายัดเงินจำนวนดังกล่าวแล้ว การอายัดเงินดังกล่าวของจำเลยไว้
ชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษาตามคำร้องของโจทก์ย่อมสิ้นผลไปโดยปริยาย


คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๔๒/๒๕๐๕
โจทก์ยึดโฉนดที่ดินมีชื่อภริยาของจำเลยเป็นเจ้าของ อ้างว่าเป็นของจำเลยเพื่อขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้โจทก์นั้น เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีอื่นของภริยาจำเลยจะร้องขอเฉลี่ยทรัพย์เข้ามาในคดีนี้ไม่ได้ เพราะภริยาของจำเลยในคดีอื่นนั้น ไม่ได้เป็นจำเลยในคดีนี้

คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๙๔/๒๕๑๐
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๙๐ ที่ห้ามมิให้ยึดซ้ำนั้น จะต้องเป็นการยึดทรัพย์ซ้ำกันในระหว่างเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาด้วยกันในทรัพย์รายเดียวกันของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ส่วนการที่เจ้าพนักงานตามประมวลรัษฎากรยึดไว้ก่อนอันเป็นการยึดตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๑๒ นั้น ไม่ใช่เป็นการยึดของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงทำการยึดได้ไม่เป็นการยึดซ้ำ และการที่เจ้าพนักงานตามประมวลรัษฎากรทำการยึดก็ไม่ทำให้ทรัพย์ที่ยึดกลายเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน เพราะกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่ยึดยังเป็นของจำเลยจนกว่าจะได้ขายทอดตลาดไป ประมวลรัษฎากรมาตรา ๑๒ เป็นแต่เพียงให้อำนาจพิเศษแก่ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายอำเภอที่จะยึดทรัพย์สินของผู้ค้างชำระภาษีอากรเพื่อขายทอดตลาดได้โดยไม่ต้องฟ้องต่อศาลเท่านั้น ไม่ได้บัญญัติห้ามไว้ว่าเมื่อยึดมาแล้วมิให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของลูกหนี้ทำการยึดหรือห้ามศาลไม่ให้สั่งขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึด ฉะนั้น เมื่อทรัพย์ที่ยึดไว้ยังไม่ได้ทำการขายทอดตลาดไป เจ้าพนักงานบังคับคดีก็ย่อมทำการยึดเพื่อดำเนินการตามคำสั่งศาลได้ ส่วนสิทธิของกรมสรรพากรตามประมวลรัษฎากรในการที่จะได้รับชำระหนี้ค่าภาษีอากรที่ค้างมีอยู่อย่างไร ก็ต้องเป็นไปตามกฎหมายที่มีบัญญัติไว้

คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๖๑/๒๕๑๑
ความในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๙๐ วรรคสอง ที่ว่า ห้ามมิให้ศาลอนุญาตตามคำขอเฉลี่ยทรัพย์. เว้นแต่ศาลเห็นว่าผู้ยื่นคำขอไม่สามารถเอาชำระได้จากทรัพย์สินอื่นๆ ของลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้น คำว่าลูกหนี้ตามคำพิพากษาในที่นี้ หมายความถึงลูกหนี้ตามคำพิพากษาผู้ถูกยึดทรัพย์สินอยู่ในคดีนี้ ถ้าไม่มีทรัพย์สินอื่นอีก ผู้ขอก็ขอเฉลี่ยจากเงินที่ขายทรัพย์ได้ หาได้หมายความถึงลูกหนี้ตามคำพิพากษาคนอื่นในคดีที่ผู้ขอเฉลี่ยชนะคดีไม่ (อ้างฎีกาที่ ๑๗๖/๒๔๙๔)

ขอเฉลี่ยหนี้,ประมวลรัษฎากร

๑๗๙๖/๑๒ ประมวลรัษฎากร มาตรา ๑๒ ให้อำนาจข้าหลวงประจำ
จังหวัดหรือนายอำเภอโดยเฉพาะที่จะสั่งยึดและสั่งขายทอดตลาดทรัพย์สินของ
ผู้ต้องรับผิดเสียภาษีอากรโดยมิต้องขอให้ศาลออกหมายยึดหรือสั่งจึงเห็นได้ว่า
สำหรับค่าภาษีอากรค้าง กฎหมายให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานที่จะเรียกเก็บเอง
ตลอดถึงการยึดทรัพย์ได้ด้วย โดยไม่จำต้องนำคดีฟ้องศาลก่อน เมื่อผู้ร้องซึ่ง
เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะเจ้าพนักงานมีสิทธิที่จะบังคับเหนือทรัพย์สินได้
ตามกฎหมาย ทั้งนี้ก็เป็นผู้ใช้อำนาจนี้ก่อน แต่ก็ยังไม่ทันได้ขายทอดตลาด เจ้า
พนักงานบังคับคดีก็ไปยึดทรัพย์รายเดียวกันนี้ตามคำสั่งศาลอีก ดังนี้ ผู้ร้องซึ่ง
มิได้เป็นเจ้าหนี้ ตามคำพิพากษามีสิทธิขอเฉลี่ยได้ตามประมวลกฎหมายวิธี
พิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๘๗ เพราะผู้ร้องเป็นบุคคลภายนอกมีสิทธิอาจ
ร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินนั้นได้ตามกฎหมาย


คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๒๕๒/๒๕๓๖
ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๙๐ วรรคสอง ที่ห้ามมิให้ศาลอนุญาตตามคำขอเฉลี่ยทรัพย์ เว้นแต่ศาลเห็นว่าผู้ยื่นคำขอไม่สามารถเอาชำระหนี้ได้จากทรัพย์สินอื่น ๆ ของลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้น คำว่าลูกหนี้ตามคำพิพากษาในที่นี้หมายความถึง ลูกหนี้ตามคำพิพากษาผู้ถูกยึดทรัพย์อยู่ในคดีที่มีการขอเฉลี่ยทรัพย์ ถ้าไม่มีทรัพย์สินอื่นอีก ผู้ขอก็ขอเฉลี่ยจากเงินที่ขายทรัพย์ได้ หาได้หมายความถึงลูกหนี้ตามคำพิพากษาคนอื่นในคดีที่ผู้ขอเฉลี่ยชนะคดีหรือบุคคลอื่นไม่

คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๗๘๙/๒๕๑๘
วันเกิดเหตุได้มีควันไฟอันเกิดจากไฟไหม้เศษปอในบ่อของโรงงานกระสอบของจำเลยซึ่งอยู่ห่างถนนพหลโยธินตรงที่เกิดเหตุประมาณ ๒๐ เมตร แล้วกลุ่มควันไฟดังกล่าวถูกลมพัดลอยไปครอบคลุมผิวจราจรบนถนนพหลโยธินบริเวณที่เกิดเหตุ เป็นเหตุให้รถยนต์ที่ขับมาถึงที่เกิดเหตุพอดีต่างไม่สามารถมองเห็นทางข้างหน้าได้ จึงเกิดชนกันขึ้น รถโจทก์ถูกรถคันอื่นชนท้ายรถ แล้วรถโจทก์ได้ไปชนรถบรรทุก ๑๐ ล้อ รถโจทก์เสียหายทั้งคัน โจทก์ทั้งสองได้รับบาดเจ็บสาหัส โจทก์นำสืบฟังได้ว่า ที่บ่อของโรงงานกระสอบของจำเลยได้มีการเผาเศษปออันเป็นกิจการของจำเลยโดยเป็นหน้าที่ ห.ซึ่งเป็นคนงานของโรงงานกระสอบของจำเลย และเป็นผู้ควบคุมดูแลคนงานของ ณ. ซึ่งเป็นคู่สัญญาเก็บปอฝอยกับโรงงานกระสอบของจำเลยอีก ๗-๘ คน ทำการเผาเศษปอที่เหลือจากการเก็บคัดเลือกปอฝอยแล้วเป็นประจำตลอดมา ทั้งปรากฏก่อนเกิดเหตุคดีนี้ กลุ่มควันไฟอันเกิดจากการเผาเศษปอของจำเลยดังกล่าวได้เคยถูกลมพัดพาไปครอบคลุมบริเวณที่เกิดเหตุในคดีนี้ เป็นเหตุให้รถยนต์เกิดชนกันมาแล้ว ๒-๓ ครั้ง แต่ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้จัดการวางมาตรการป้องกันแต่อย่างใด คงปล่อยปละละเลยให้เหตุการณ์คงเป็นอยู่เช่นเดิมจนกระทั่งได้เกิดเหตุคดีนี้ขึ้นอีก ดังนี้ พฤติการณ์ที่เกิดขึ้นไม่เป็นเหตุสุดวิสัยดังจำเลยอ้าง แต่เป็นเพราะจำเลยได้ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย จำเลยต้องรับผิด

ขอเฉลี่ยทรัพย์

๑๘๘๖/๓๘ ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยที่ ๒ อ้าง
ใน คำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ว่าผู้ร้องไม่มีทางบังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินอื่น
ของจำเลยที่ ๒ ได้จำเลยที่ ๒ ไม่โต้เถียงในคำคัดค้านว่าตนมีทรัพย์สินอื่นที่
ผู้ร้องอาจบังคับชำระได้ฟังได้ว่าจำเลยที่ ๒ ไม่มีทรัพย์สินอื่นที่ผู้ร้องอาจยึด
มาชำระหนี้ได้โดยสิ้นเชิง ผู้ร้องจึงขอเฉลี่ยในทรัพย์ที่ถูกยึดได้
ป.วิ.พ.มาตรา ๒๙๐ วรรคสองห้ามศาลอนุญาตให้เข้าเฉลี่ยในทรัพย์สิน
ของลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่ถูกยึดทรัพย์ หากยังสามารถเอาชำระหนี้
จากทรัพย์สินอื่นของลูกหนี้นั้นมิได้หมายถึงลูกหนี้อื่นแม้จะเป็นลูกหนี้ตาม
คำพิพากษาร่วมกับจำเลยที่ถูกยึดทรัพย์ก็ตาม




 จาก tui-na100.com
 อังคาร, 21/3/2549
 เวลา :
12:53
 IP:
202.29.54.62

 

แก้ไข / ลบคำตอบ
 คำตอบที่ 6
      


ฎีการวมวิแพ่ง เก็บตกมาฝากครั้งที่ ๒

อายุความ,ภาษีอากร,สะดุดหยุดลง,บังคับคดี,เฉลี่ยทรัพย์,ประมวลรัษฎากร

๑๒๘๑/๒๕ เมื่อเจ้าพนักงานประเมินได้แจ้งการประเมินภาษีที่ชำระขาด
ให้จำเลยทราบภายในกำหนด ๑๐ ปีแล้วจึงมีผลอย่างเดียวกับการฟ้องคดีเพื่อ
ให้ชำระหนี้ตามที่เรียกร้อง เพราะหากจำเลยไม่นำเงินภาษีไปชำระขาด
ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด กฎหมายให้ถือว่าเป็นภาษีอากรค้างซึ่งเจ้า
พนักงานมีอำนาจที่จะสั่งยึดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลย เพื่อนำมา
ชำระค่าภาษีค้างได้ โดยไม่ต้องนำคดีมาฟ้องศาลตาม ม.๑๒ ดังนั้นการ
ประเมินดังกล่าวย่อมเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงตาม ป.พ.พ.ม.๑๗๓
ป.รัษฎากร ม.๑๒ ให้อำนาจพิเศษแก่เจ้าพนักงานยึดและสั่งขายทอด
ตลาดทรัพย์สินได้เอง โดยไม่ต้องนำคดีมาฟ้องต่อศาลแม้กรมสรรพากรผู้ร้อง
มิได้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาก็ขอเฉลี่ยทรัพย์ที่ยึดได้ตาม ป.ว.พ.๒๙๐
เงินค่าหุ้นของบริษัทจำเลยที่ผู้ถือหุ้นยังชำระไม่ครบมูลค่า และจำเลยยัง
ไม่ได้เรียกเก็บ ถือไม่ได้ว่าเป็นทรัพย์สินของจำเลยอันจะยึดมาชำระหนี้ได้
ทั้งยังไม่แน่นอนว่าผู้ถือหุ้นจะสามารถชำระค่าหุ้นที่ค้างนั้นได้ จึงเป็นกรณี
ที่ผู้ร้องไม่สามารถเอาชำระจากทรัพย์สินอื่นของจำเลย
ในกรณีที่จำเลยยื่นแบแสดงรายการการค้า โดยแสดงรายรับขาดไปเกิน
กว่าร้อยละ ๒๕ ของยอดรายรับที่แสดงในแบบรายการการค้า หรือบางเดือน
มิได้ยื่นแบบแสดงรายการการค้า เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษี
การค้าของจำเลยได้ภายในกำหนด ๑๐ ปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลา
ยื่นแบบแสดงรายการการค้า ตาม ม.๘๘ทวิ (๒) แห่ง ป.รัษฎากร หาใช่
๕ ปี ตาม ม.๘๘ทวิ (๑)ไม่
ตาม ม.๘๔,๘๕ทวิ กำหนดให้จำเลยต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีการ
ค้าเป็นรายเดือนภาษีไม่ว่าจะมีรายรับหรือไม่ภายในวันที่ ๑๕ ของเดือนถัดไป
ดังนั้นวันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการค้าของจำเลยเดือนแรก
สุดของภาษีการค้าปี พ.ศ.๒๕๑๑ คือวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๑ การที่
เจ้าพนักงานประเมิน และแจ้งการประเมินภาษีการค้าประจำปี พ.ศ.๒๕๑๑
ถึง ๒๕๑๔ เมื่อวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๑๙ และ จำเลยได้รับเมื่อวันที่ ๑๑
มกราคม ๒๕๒๐ จึงอยู่ภายในกำหนด ๑๐ ปีตาม ม.๘๘ทวิ (๒)แล้ว
เจ้าพนักงานตรวจสอบภาษีเชื่อว่า จำเลยยื่นรายการภาษีเงินได้บุคคล
ธรรมดาหัก ณ ที่จ่ายปี พ.ศ.๒๕๑๑ ถึง ๒๕๑๔ ไว้ไม่ครบถ้วน เจ้าพนักงาน
ประเมินจึงออกหมายเรียกลงวันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๑๕ เรียกกรรมการผู้
จัดการบริษัทจำเลยไปไต่สวน และให้นำบัญชีพร้อมด้วยเอกสารไปส่งมอบให้
เจ้าพนักงานตรวจสอบ จึงเป็นการออกหมายเรียกตรวจสอบไต่สวนภายใน ๕
ปี ถูกต้องตาม ม.๑๙,๒๓ แล้ว ส่วนที่เจ้าพนักงานประเมินแจ้งการประเมิน
ให้จำเลยเสียภาษีเพิ่มเมื่อวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๑๙ และจำเลยได้รับแจ้ง
เมื่อวันที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๒๐ ก็ชอบด้วย ม.๒๐ แล้วการประเมินตาม ม.๒๐
ไม่จำต้องยื่นภายในกำหนด ๕ ปี นับแต่วันยื่นรายการเมื่อนับจากวันที่จำเลยมี
หน้าที่ต้องยื่นรายการเสียภาษีเงินได้ จนถึงวันที่เจ้าพนักงานประเมินประเมิน
เสียภาษีเพิ่มยังไม่เกิน ๑๐ ปี สิทธิเรียกร้องเก็บภาษีจึงไม่ขาดอายุความ


บังคับคดี,เฉลี่ยทรัพย์

๒๖๒๙/๒๕ การที่ผู้ร้อง ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีอื่นร้องขอ
เฉลี่ยทรัพย์ของจำเลยในคดีที่โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้จำนองยึดไว้ เพื่อขายทอด
ตลาดนั้นมิใช่เรื่องเฉลี่ยทรัพย์โดยตรงกับโจทก์เพราะโจทก์เป็นเจ้าหนี้จำนอง
แต่เป็นเรื่องผู้ร้องมีสิทธิได้รับชำระจากเงินที่เหลือ ภายหลังที่ได้ชำระให้แก่
โจทก์แล้วซึ่งต้องนำ ป.ว.พ.ม.๒๙๐ มาบังคับใช้โดยอนุโลม เมื่อผู้ร้องได้ยื่น
คำร้องเข้ามาก่อนสิ้นระยะเวลา ๑๔ วัน นับแต่วันขายทอดตลาด ศาลจึง
อนุญาตให้ผู้ร้องรับเงินตามสิทธิได้
ม.๒๙๐ แห่ง ป.ว.พ. เป็นบทบัญญัติที่คุ้มครองเจ้าหนี้ ดังนั้น ข้ออ้างที่
ว่าจำเลยยังมีทรัพย์สินอื่นที่ผู้ร้องสามารถเอาชำระหนี้ได้ ซึ่งเป็นข้อโต้แย้ง
ระหว่างเจ้าหนี้ด้วยกัน จำเลยผู้เป็นลูกหนี้จะยกขึ้นโต้แย้งหาได้ไม่


คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๕/๒๕๒๙
ประมวลรัษฎากร มาตรา ๑๒ ให้อำนาจกรมสรรพากรผู้ร้องเพื่อให้ได้รับชำระค่าภาษีอากรค้างให้มีสิทธิที่จะสั่งยึดและสั่งขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ต้องรับผิดเสียภาษีอากรได้โดยไม่ต้องนำคดีมาฟ้องต่อศาล สิทธิดังกล่าวถือได้ว่าเป็นสิทธิอื่นๆ ซึ่งบุคคลภายนอกอาจขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินได้ ผู้ร้องจึงมีอำนาจร้องขอเฉลี่ยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๘๗, ๒๙๐
ในกรณีที่ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามประมวลรัษฎากรยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ที่โจทก์นำยึดจากจำเลยนั้น โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกย่อมมีสิทธิที่จะโต้แย้งคัดค้านได้ว่าหนี้ที่ผู้ร้องขอเฉลี่ยนั้นไม่ชอบ ผู้ร้องไม่มีสิทธิเข้าเฉลี่ยและศาลก็มีอำนาจวินิจฉัยตามประเด็นที่ว่าจำเลยเป็นหนี้ผู้ร้องโดยชอบหรือไม่ เพื่อวินิจฉัยให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยได้หรือไม่ ข้อวินิจฉัยศาลดังกล่าวไม่ถือว่าเป็นการเพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินซึ่งยังคงผูกพันจำเลยอยู่ และเมื่อศาลวินิจฉัยโดยฟังข้อเท็จจริงว่าหนี้อันเกิดจากการหลอกลวงของจำเลยเป็นเหตุให้เจ้าพนักงานประเมินประเมินให้จำเลยเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามคำร้อง ก็ชอบที่ศาลจะยกคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ของผู้ร้องได้

รับช่วงสิทธิ,ค้ำประกัน,จำนอง,เฉลี่ยหนี้

๔๒๘๑/๓๐ ผู้ร้องเป็นผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ ๑ ส่วนหนึ่ง
ตามสัญญาขายลดตั๋วเงินที่จำเลยที่ ๑ ทำกับโจทก์โดยมีการจำนองที่ดินเป็น
ประกัน แม้ว่าผู้ร้องจะชำระหนี้ตามสัญญาค้ำประกันให้โจทก์ไปแล้วและได้รับ
ช่วงสิทธิจำนองจากโจทก์ในหนี้จำนวนดังกล่าว แต่ยังมีหนี้ส่วนอื่นที่จำเลยที่ ๑
ยังต้องรับผิดชดใช้ให้โจทก์ โจทก์ย่อมจะขอให้บังคับจำนองเพื่อเอาชำระหนี้
ได้เพราะจำนองย่อมครอบไปถึงบรรดาทรัพย์ซึ่งจำนองหมดทุกสิ่ง แม้จะได้
ชำระหนี้แล้วบางส่วนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๑๖ ผู้
ร้องจึงไม่อาจเข้าเฉลี่ยหนี้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ ๑
ผู้จำนองในฐานะเจ้าหนี้จำนองในลำดับชั้นเดียวกันกับโจทก์ผู้รับจำนอง ผู้ร้อง
มีสิทธิเข้าเฉลี่ยหนี้ได้ภายหลังจากโจทก์ผู้รับจำนอง ได้รับชำระหนี้จำนอง
ครบถ้วนแล้ว


คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๐๓/๒๕๓๙
กรมสรรพากรผู้ร้องได้แจ้งการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีการค้าไปยังผู้จัดการมรดกของจำเลยเมื่อวันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๓๕ ผู้จัดการมรดกของจำเลยได้รับหนังสือแจ้งการประเมินดังกล่าวแล้วไม่นำเงินภาษีอากรชำระให้ผู้ร้อง ผู้ร้องย่อมสามารถใช้อำนาจตาม ป.รัษฎากร มาตรา ๑๒ ได้ภายในกำหนดเวลาสิบปีนับแต่วันที่จะใช้อำนาจตามกฎหมายดังกล่าว เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์สินของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ภาษีอากรค้างเมื่อวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๓๕ อันเป็นเวลาภายในกำหนดสิบปีที่ผู้ร้องได้ใช้อำนาจตามมาตรา ๑๒ แห่ง ป.รัษฎากร วิธีการดังกล่าวเป็นกรณีของการบังคับชำระหนี้ซึ่งผู้ร้องอาจบังคับได้ภายในสิบปีตามที่บัญญัติไว้ใน ป.รัษฎากร มาตรา ๑๒ วรรคสี่ ประกอบ ป.วิ.พ.มาตรา ๒๗๑ มิใช่การใช้สิทธิเรียกร้องโดยการฟ้องคดี จึงไม่อาจอ้างอายุความ ๑ ปี นับแต่เมื่อเจ้าหนี้ได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดกตาม ป.พ.พ.มาตรา ๑๗๕๔ วรรคสาม มาใช้ได้ คดีของผู้ร้องจึงไม่ขาดอายุความ

สิทธิของบุคคลภายนอก,เฉลี่ยทรัพย์,ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๐๓
๓๗๙๙/๓๑ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๙๐ วรรค
แรกที่บัญญัติ ให้เจ้าหนี้เป็นผู้มีสิทธิขอเฉลี่ยทรัพย์ของลุกหนี้ตามคำพิพากษา
นั้นหมายถึงเจ้าหนี้ผู้ไม่มีอำนาจเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้เท่านั้น ส่วนกรณีตาม
ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๐๓ ข้อ ๑๐ ที่ได้กำหนดไว้เป็นพิเศษให้อธิบดี
กรมแรงงานมีอำนาจออกคำสั่ง เป็นหนังสือยึด อายัด และขายทอดตลาด
ทรัพย์สินของผู้ไม่จ่ายเงินสมทบและหรือเงินเพิ่มได้ กรมแรงงานผู้ร้องจึงเป็น
บุคคลผู้มีอำนาจดังกล่าวด้วยโดยมีสิทธิที่จะบังคับเหนือทรัพย์สินของจำเลยตาม
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๘๗ แม้ผู้ร้องจะไม่ได้เป็น
เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาก็ตาม ผู้ร้องจึงมีสิทธิขอเฉลี่ยทรัพย์ของจำเลยได้


คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๗๐/๒๕๐๓
เจ้าหนี้ของจำเลยตามคำพิพากษาในคดีอื่น ยื่นคำร้องขอเฉลี่ยเงินในการขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยในคดีหนึ่ง โจทก์คัดค้านว่าหนี้ซึ่งเจ้าหนี้นำมาฟ้องจำเลยนั้นเกิดขึ้นโดยสมยอมกันดังนี้ ศาลจำต้องไต่สวนฟังพยานหลักฐานว่าจำเลยเป็นหนี้จริงหรือไม่ ไม่จำเป็นที่โจทก์จะต้องฟ้องขอให้ทำลายคำพิพากษาในคดีที่เจ้าหนี้ร้องขอเฉลี่ยเงินเสียก่อน เพราะโจทก์ยืนยันอยู่แล้วว่ามูลหนี้ที่เจ้าหนี้และจำเลยสมยอมกันก่อให้เกิดคำพิพากษาอันไม่มีมูลหนี้ และทำให้โจทก์เสียเปรียบเกิดขึ้น

คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๘๕๐/๒๕๓๑
ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๐๓ กำหนดให้นายจ้างจ่ายเงินสมทบกองทุนเงินทดแทน โดยให้อำนาจอธิบดีกรมแรงงานออกคำสั่งเป็นหนังสือให้ยึดอายัด และขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ไม่จ่ายเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนและหรือเงินเพิ่มได้เองโดยไม่ต้องฟ้องร้องต่อศาล ถือได้ว่าเป็นสิทธิอื่น ๆ ซึ่งบุคคลภายนอกอาจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินนั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๘๗ กรมแรงงานจึงมีสิทธิขอเข้าเฉลี่ยหนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๙๐ ได้ แม้จะมิได้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาและไม่ใช่หนี้ค่าภาษีอากรก็ตาม

คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๒๗/๒๕๐๓
ผู้ร้องยื่นคำร้อง ขอเฉลี่ย ทรัพย์ที่โจทก์นำยึดทรัพย์ของจำเลยไว้เพื่อขายชำระหนี้ ตามคำพิพากษา โดยผู้ร้องอ้างว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้จำเลยตามคำพิพากษาอีกคดีหนึ่งและว่า จำเลยไม่มีทรัพย์สินอื่นใดอีกแล้ว เช่นนี้ แม้โจทก์จะยอมรับว่าผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ จำเลยตามคำพิพากษาในคดีที่ผู้ร้องอ้างจริง ก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ยังคัดค้านอยู่ว่า หนี้ตามคำพิพากษาที่ผู้ร้องอ้างมาขอเฉลี่ยทรัพย์นั้น เป็นหนี้ ที่เกิดการสมยอมกันระหว่างผู้ร้องกับจำเลย ดังนี้ ศาลไม่ชอบที่จะสั่งงดไต่สวนและอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยทรัพย์ได้เลย เพราะคำพิพากษาในคดีระหว่างผู้ร้องกับจำเลยนั้นไม่มีผลพูกพันโจทก์ในคดีนี้ซึ่งมิได้เป็นคู่ความด้วยในคดีนั้น โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะโต้แย้งคัดค้านว่า หนี้ตามคำพิพากษาที่ผู้ร้องอ้างมาขอเฉลี่ยนั้น เป็นหนี้ที่ไม่ชอบไม่ควรอย่างใดก็ย่อมได้ ศาลจะต้องดำเนินการไต่สวนคำขอเฉลี่ยทรัพย์ของผู้ร้องกับคำคัดค้านของโจทก์ แล้ววินิจฉัยสั่งไปตามประเด็น

คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๙๘/๒๕๑๘
ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยในคดีอีกเรื่องหนึ่ง ยังไม่ได้ขอให้ศาลออกคำบังคับและยังไม่ได้ขอออกหมายบังคับคดีภายใน ๑๐ ปีนับแต่วันมีคำพิพากษาแต่ภายใน ๑๐ ปีนั้นปรากฏว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดทรัพย์สินของจำเลยไว้แทนโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้ ผู้ร้องย่อมจะยึดหรืออายัดทรัพย์สินนั้นซ้ำอีกไม่ได้ ได้แต่ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยในทรัพย์สินนั้นหรือเงินที่ได้จากการขายหรือจำหน่ายทรัพย์สินนั้น ผู้ร้องจึงไม่จำต้องขอให้บังคับคดีในคดีของตน และเมื่อผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยแล้วแม้ผู้ร้องจะยังมิได้ขอให้ศาลออกคำบังคับ ผู้ร้องก็มีสิทธิร้องขอให้ตนเข้าเฉลี่ยได้ดังนั้นเมื่อผู้ร้องได้ยื่นคำขอเช่นว่านี้ก่อนสิ้นระยะเวลา ๑๔ วันนับแต่วันขายทอดตลาดหรือจำหน่ายทรัพย์สินนั้นแล้ว หนี้ตามคำพิพากษาของผู้ร้องจึงไม่ขาดอายุความหรือขาดอายุการบังคับคดี และเมื่อโจทก์ได้ร้องขอให้บังคับคดีนี้ภายใน ๑๐ ปีนับแต่วันมีคำพิพากษา และผู้ร้องก็ขอเข้าเฉลี่ยภายใน ๑๐ ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาคดีของผู้ร้องและภายในระยะเวลาที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๒๙๐ กำหนดไว้แล้ว แม้จะล่วงพ้น ๑๐ ปีนับแต่วันมีคำพิพากษาการบังคับคดียังไม่แล้วเสร็จ ก็ไม่ทำให้คำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ของผู้ร้องสิ้นผลไป

คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๖๒/๒๔๙๙
ไม่มีบทบัญญัติใดที่จะห้ามมิให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในระหว่างที่จำเลยจะปฏิบัติตามคำบังคับอยู่ยื่นขอส่วนเฉลี่ยจากเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่นำยึดทรัพย์สินของลูกหนี้ไว้แล้ว.

คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๖๗๔/๒๕๐๕
ในคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยว่าสมคบกันทำสัญญากู้ปลอมขึ้นฟ้องร้องโดยมิได้เป็นหนี้ต่อกัน เพื่ออาศัยสิทธิตามคำพิพากษามาขอเฉลี่ยในคดีที่โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานั้น โจทก์ย่อมฟ้องได้และมิใช่เป็นเรื่องฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๔๐

บังคับคดี,เฉลี่ยทรัพย์

๒๗๐๐/๒๐ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ซึ่งคดียังไม่ถึงที่สุดขอเฉลี่ยทรัพย์ตาม
ป.ว.พ. ม.๒๙๐ ได้


เฉลี่ยหนี้

๔๑๐๑/๓๓ ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามยอม แม้จะอยู่ระหว่าง
จำเลยผ่อนชำระหนี้ตามยอมโดยยังไม่ได้ผิดสัญญาก็ไม่มีบทบัญญัติใดห้ามเจ้าหนี้
ตามคำพิพากษากรณีเช่นนี้ยื่นคำขอเฉลี่ยทรัพย์ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา
ความแพ่ง มาตรา ๒๙๐ คงกำหนดไว้แต่เพียงว่าเจ้าหนี้ที่จะยื่นคำขอเฉลี่ย
ทรัพย์ต้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเท่านั้น ทั้งกฎหมายยังกำหนดระยะเวลา
ในการยื่นคำขอไว้อีกด้วย หากรอให้จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำบังคับเสียก่อน
อาจล่วงเลยกำหนดเวลาที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะยื่นคำขอเข้าเฉลี่ยทรัพย์
ได้ ผู้ร้องจึงมีสิทธิขอเฉลี่ยทรัพย์
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๒๙๐ เป็นบทบัญญัติที่คุ้ม
ครองเจ้าหนี้ ข้ออ้างที่ว่าจำเลยยังมีทรัพย์สินอื่นที่ผู้ร้องสามารถขอชำระหนี้
ได้เป็นข้อโต้แย้งระหว่างเจ้าหนี้ด้วยกัน จำเลยผู้เป็นลูกหนี้จะยกขึ้นโต้แย้ง
หาได้ไม่


คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๕๓/๒๕๑๐
ไม่มีบทกฎหมายใดตัดสิทธิเจ้าตามคำพิพากษาในการยึดทรัพย์ของบุคคลที่ประกันจำเลยในคดีอาญา และหากเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาทรัพย์เพื่อขายทอดตลาดก็ไม่มีบทกฎหมายใดให้อำนาจศาลหรือการขอให้ถอนการยึดหรือแย่งยึดทรัพย์นั้น การดำเนินการยึดทรัพย์ของทั้งสองฝ่ายตกอยู่ภายในบังคับของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๙๐ ซึ่งห้ามมิให้ยึดซ้ำอีกโดยอำนาจในทางร้องขอเฉลี่ย ฉะนั้น ในกรณีที่ศาลสั่งปรับนายประกันฯ ก็ตกเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา แผ่นดินย่อมมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอื่นย่อมมีสิทธิร้องขอเฉลี่ยเงินที่ขาดทอดตลดได้

เฉลี่ยทรัพย์

๒๔๐/๐๕ โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจำเลยคนเดียวกันในคดี ๒
สำนวนโดยมิได้รวมพิจารณาพิพากษาโจทก์นำยึดทรัพย์จำเลยในคดีแรกสำนวน
เดียวแล้วขายทอดตลาด มีเจ้าหนี้อื่นมาร้องขอเฉลี่ยในกำหนดเวลา โจทก์จึง
ยื่นคำร้องขอให้เอาหนี้ในคดีหลังอีกสำนวนหนึ่งมารวมกับหนี้ในคดีแรก เพื่อ
คิดเฉลี่ยให้โจทก์ด้วย ดังนี้ ถือเป็นคำร้องขอเฉลี่ย เมื่อยื่นเกิน ๑๔ วัน ย่อม
หมดสิทธิตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา ๒๙๐ วรรค ๓


ขอเฉลี่ยทรัพย์,การจ่ายเงิน

๔๖/๓๕ โจทก์นำยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดในฐานะที่
เป็นทรัพย์สินของจำเลย โดยผู้ที่อ้างว่าเป็นเจ้าของรวมในทรัพย์สินดังกล่าว
ร่วมกับจำเลยมิได้ยื่นคำคัดค้าน หรือขอใช้สิทธิอย่างใดตามที่บัญญัติไว้ใน
ป.วิ.พ. ส่วนผู้ร้องก็เพียงแต่ยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้ในเงินที่ขายทอดตลาด
ก่อนเจ้าหนี้อื่นในฐานเจ้าหนี้บุริมสิทธิเท่านั้น ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต
แล้ว สำหรับเงินส่วนที่เหลือผู้ร้องเจ้าหนี้ของจำเลยในคดีหนึ่งซึ่งเป็นบุคคลคน
เดียวกันกับจำเลยในคดีนี้มิได้ยื่นคำขอเฉลี่ยทรัพย์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๙๐
ดังนั้น เมื่อไม่มีเจ้าหนี้รายอื่นมายื่นคำขอเฉลี่ยทรัพย์ภายในระยะเวลาตามที่
กฎหมายกำหนดแล้วก็ชอบที่จะต้องจ่ายเงินสุทธิที่หักจากหนี้บุริมสิทธิแล้ว ให้แก่
โจทก์ไปตามที่โจทก์พึงมีสิทธิได้รับเต็มจำนวน ผู้ร้องจะมายื่นคำแถลงคัดค้าน
ขอให้งดการจ่ายเงินที่เหลือทั้งหมดให้แก่โจทก์ โดยอ้างเหตุว่าขอยึดไว้ในคดี
อื่นหาได้ไม่


คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๒๔/๒๕๐๔
จำเลยเช่าที่ดินของผู้ร้องเพื่อปลูกสร้างเป็นโกดังเก็บสินค้าๆ มีเงื่อนไขในสัญญาเช่าว่า เมื่อสัญญาเช่าเลิกลงเพราะเหตุใดๆ บรรดาสิ่งปลูกสร้างทั้งสิ้นตกเป็นทรัพย์สินของผู้ให้เช่า และมีเงื่อนไขในสัญญาเช่าว่า เมื่อผู้เช่าถูกฟ้องคดีล้มละลาย ผู้ให้เช่าบอกเลิกสัญญาเช่าได้ ต่อมาจำเลยถูกฟ้องคดีล้มละลาย ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาด ผู้ร้องจึงขอยกเลิกสัญญาเช่นรายนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ กรณีเช่นนี้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะอ้างมาตรา ม.๑๒๒ แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ ปฏิเสธการบอกเลิกสัญญาเช่าของผู้ร้องหาได้ไม่ เพราะความในมาตราดังกล่าวหมายถึงทรัพย์สินหรือสิทธิตามสัญญาที่ลูกหนี้จะพึงได้รับมา ไม่ใช่ทรัพย์สินหรือสิทธิตามสัญยาที่ผู้อื่นจะพึงได้รับไป การที่ผู้ร้องใช้สิทธิตามข้อตกลงในสัญญาเช่าบอกเลิกสัญญานั้น เป็นสิทธิตามสัญญาที่ผู้อื่นจะพึงได้รับไป หาใช่สิทธิตามสัญญาที่ลูกหนี้จะพึงได้รับมาไม่ จึงไม่อยู่ในวิสัยที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะพิจารณาว่าสิทธิตามสัญญาที่ผู้อื่นจะพึงได้รับไปเช่นนี้ มีภาระเกินควรกว่าประโยชน์ที่จะพึงได้แก่กองทรัพย์สินของลูกหนี้หรือไม่

คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๖๒๓/๒๕๔๑
การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้คัดค้านที่ ๒ จะไม่ยอมรับสิทธิตามสัญญาที่มีต่อบุคคลอื่นตามความในมาตรา ๑๒๒ แห่ง พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.๒๔๘๓นั้น หมายถึงสิทธิตามสัญญาที่ลูกหนี้จะพึงได้รับ หาใช่สิทธิตามสัญญาที่ผู้อื่นจะพึงได้รับไม่
ผู้คัดค้านที่ ๑ ได้ชำระค่าที่ดินให้แก่ลูกหนี้ครบถ้วนตามสัญญา แต่ลูกหนี้ไม่สามารถจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้คัดค้านที่ ๑ เนื่องจากที่ดินติดจำนองไว้แก่ผู้ร้อง เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด ผู้คัดค้านที่ ๑ ยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้คัดค้านที่ ๒ ปฏิบัติตามสัญญาวางมัดจำจะซื้อจะขายโดยยินยอมชำระหนี้ตามสัญญาจำนองพร้อมดอกเบี้ยเพื่อไถ่ถอนจำนอง ผู้คัดค้านที่ ๑จึงมีสิทธิเรียกร้องให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่ผู้คัดค้านที่ ๑ ได้โดยปลอดจำนอง ลูกหนี้หามีสิทธิตามสัญญาที่จะเรียกร้องต่อผู้คัดค้านที่ ๑ กรณีจึงเป็นสิทธิตามสัญญาที่ผู้อื่นจะพึงได้รับ หาใช่สิทธิตามสัญญาที่ลูกหนี้จะพึงได้รับไม่ จึงไม่อยู่ในดุลพินิจของผู้คัดค้านที่ ๒ที่จะพิจารณาว่าสิทธิตามสัญญาที่ผู้คัดค้านที่ ๑ จะพึงได้รับมีภาระเกินควรกว่าประโยชน์ที่จะพึงได้แก่กองทรัพย์สินของลูกหนี้หรือไม่ เพราะประโยชน์ที่จะพึงได้ในการที่ผู้คัดค้านที่ ๑ ใช้สิทธิเรียกร้องให้ปฏิบัติตามสัญญาตกได้แก่ผู้คัดค้านที่ ๑ หาตกได้แก่ลูกหนี้ไม่ผู้คัดค้านที่ ๒ จึงไม่อาจปฏิเสธไม่ยอมปฏิบัติตามสัญญาวางมัดจำจะซื้อจะขายรายนี้การที่ผู้คัดค้านที่ ๒ มีคำสั่งสั่งให้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามสัญญาจะซื้อขายดังกล่าวให้แก่ผู้คัดค้านที่ ๑ โดยปลอดจำนองและให้ผู้คัดค้านที่ ๑ ชำระหนี้จำนองพร้อมดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ จึงชอบแล้ว
ผู้คัดค้านที่ ๑ ทำสัญญาวางมัดจำจะซื้อจะขายที่ดินกับลูกหนี้โดยในวันทำสัญญาผู้คัดค้านที่ ๑ วางมัดจำเป็นเงิน ๒๕๐,๐๐๐ บาท ต่อมาผู้คัดค้านที่ ๑ ชำระเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลืออีก ๒๐๐,๐๐๐ บาท ให้แก่ลูกหนี้ แต่ลูกหนี้ไม่สามารถจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่ผู้คัดค้านที่ ๑ เพราะที่ดินติดจำนองไว้แก่ผู้ร้อง ลูกหนี้จึงได้ส่งมอบที่ดินให้แก่ผู้คัดค้านที่ ๑ ครอบครองโดยถือว่าที่ดินเป็นของผู้คัดค้านที่ ๑ ลูกหนี้จะดำเนินการไถ่ถอนจำนองและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่ผู้คัดค้านที่ ๑ โดยเร็ว เมื่อการเข้าครอบครองที่ดินของผู้คัดค้านที่ ๑ เป็นไปตามสัญญาวางมัดจำจะซื้อจะขายซึ่งมีผลผูกพันลูกหนี้ เมื่อผู้คัดค้านที่ ๑เป็นผู้ครอบครองที่ดินของลูกหนี้ในฐานะผู้ซื้อและมีหนี้อันเป็นคุณประโยชน์แก่ผู้คัดค้านที่ ๑ เกี่ยวด้วยที่ดินซึ่งครอบครองนั้น ผู้คัดค้านที่ ๑ ย่อมมีสิทธิยึดหน่วงที่ดินนั้นไว้จนกว่าลูกหนี้จะได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่ผู้คัดค้านที่ ๑ ตาม ป.พ.พ.มาตรา ๒๔๑ แม้นับแต่วันที่ผู้คัดค้านที่ ๑ ชำระค่าที่ดินส่วนที่เหลือ จนถึงวันที่ผู้คัดค้านที่ ๑ ร้องขอให้ผู้คัดค้านที่ ๒ ปฏิบัติตามสัญญาวางมัดจำจะซื้อจะขายเป็นเวลา ๑๗ปีเศษ ผู้คัดค้านที่ ๑ ในฐานะผู้ทรงสิทธิยึดหน่วงก็มีสิทธิบังคับชำระหนี้จากที่ดินที่ยึดถือไว้โดยร้องขอให้ผู้คัดค้านที่ ๒ จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่ผู้คัดค้านที่ ๑ได้ ตาม ป.พ.พ.มาตรา ๑๙๓/๒๗ สิทธิเรียกร้องของผู้คัดค้านที่ ๑ ที่จะขอให้ผู้คัดค้านที่ ๒ ปฏิบัติตามสัญญาวางมัดจำจะซื้อจะขายจึงไม่ขาดอายุความ


พ.ร.บ.ล้มละลายฯ

๖๒๗-๖๔๕/๔๒ เมื่อผู้ร้องได้ชำระค่าเช่าซื้อที่ดินให้แก่ลูกหนี้
ครบถ้วนตามสัญญาเช่าซื้อแล้วลูกหนี้ย่อมไม่มีสิทธิใดที่จะได้รับจาก
ผู้ร้องอีก ลูกหนี้คงมีแต่เพียงหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามสัญญาเช่าซื้อ
คือการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้แก่ผู้ร้องต่อไป ผู้ร้องจึงเป็นฝ่ายมี
สิทธิอันจะพึงได้รับตามสัญญาเช่าซื้อ หาใช่เป็นสิทธิตามสัญญาที่
ลูกหนี้จะพึงได้รับมาไม่กรณีดังกล่าวจึงไม่อยู่ในวิสัยที่เจ้าพนักงาน
พิทักษ์ทรัพย์ผู้คัดค้านจะมาพิจารณาว่า สิทธิตามสัญญาที่ผู้ร้องจะ
พึงได้รับไปนี้มีภาระเกินควรกว่าประโยชน์อันจะพึงได้แก่กองทรัพย์สิน
ของลูกหนี้ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ.๒๔๘๓ มาตรา ๑๒๒ หรือไม่
เมื่อครบกำหนดชำระเงินค่าเช่าซื้องวดสุดท้าย ผู้ร้องที่ ๖๘ ได้
ติดต่อกับลูกหนี้เพื่อให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและรับเงินงวดสุดท้ายแล้ว
แต่ลูกหนี้ไม่รับชำระเงินเองและไม่สามารถดำเนินการโอนที่ดินตาม
สัญญาให้แก่ผู้ร้องที่ ๖๘ ได้ เนื่องจากลูกหนี้ได้นำที่ดินที่ให้เช่าซื้อไป
จำนองไว้แก่ธนาคารและบุคคลอื่นแล้ว ดังนั้น ย่อมถือได้ว่าลูกหนี้
เป็นฝ่ายผิดสัญญาต่อผู้ร้องที่ ๖๘ แม้ต่อมาลูกหนี้ถูกศาลมีคำสั่ง
พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและผู้คัดค้านเข้ามาจัดการทรัพย์สินของลูก
หนี้ตามกฎหมายแล้ว แต่ผู้คัดค้านในฐานะเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
ของลูกหนี้ซึ่งเป็นฝ่ายผิดสัญญาจะอ้างอำนาจตาม พ.ร.บ. ล้มละลายฯ
มาตรา ๑๒๒ เพื่อไม่ยอมรับสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อต่อผู้ร้องซึ่งถือ
ไม่ได้ว่าเป็นฝ่ายผิดสัญญาย่อมเป็นการไม่ชอบ ดังนั้น เมื่อผู้ร้อง
ประสงค์จะขอรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินที่เช่าซื้อและชำระราคาส่วนที่
เหลือให้แก่ผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านชอบที่จะต้องโอนที่ดินตามสัญญา
ให้ผู้ร้องและรับชำระราคาส่วนที่เหลือจากผู้ร้อง


คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๓๗๖/๒๕๓๒
การที่ผู้ร้องกับพวกทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน และสัญญาว่าจ้างปลูกสร้างอาคารกับจำเลยที่ ๑ ผู้ร้องกับพวกคงค้างชำระเงินตามสัญญาดังกล่าวเป็นเงิน ๕๐๖,๓๗๐ บาท จำเลยที่ ๑ ยังไม่ได้โอนที่ดินให้ผู้ร้องกับพวก แต่ กลับนำที่ดินตาม สัญญาดังกล่าวและที่ดินอื่นรวม ๓๑ โฉนด ไปจำนองบริษัท ส. จำกัด ในวงเงิน๘,๐๐๐,๐๐๐ บาท ต่อมาศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยที่ ๑ เด็ดขาด บริษัท ส. จำกัด ยื่นขอรับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกัน โดย ขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขายทอดตลาดที่ดินที่จำนองและขอรับชำระหนี้สำหรับหนี้จำนวนที่ขาดจากยอดหนี้๑๐,๕๘๙,๖๘๗.๘๘ บาท ตาม พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓มาตรา ๙๖(๓) ดังนี้ เมื่อสิทธิตาม สัญญาที่จำเลยที่ ๑ จะได้รับเงินจากผู้ร้องกับพวกเป็นเงินจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับความยุ่งยากหรือภาระที่จะต้อง ปฏิบัติให้เป็นไปตาม สัญญา จึงเป็นกรณีที่สิทธิตาม สัญญามีภาระเกินควรกว่าประโยชน์ที่จะพึงได้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้คัดค้านมีอำนาจที่จะไม่ยอมรับทรัพย์สินหรือสิทธิตาม สัญญานั้นโดย บอกเลิกสัญญาที่ทำขึ้นระหว่างจำเลยที่ ๑ กับผู้ร้องกับพวกได้ ตาม พระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๑๒๒

คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๗๐๓/๒๕๔๓
แม้ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของลูกหนี้ แต่ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้เกินกำหนดเวลาตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๑เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงได้ยกคำขอรับชำระหนี้ของผู้ร้อง ผู้ร้องจึงมิใช่ผู้มีส่วนได้เสียที่จะมีสิทธิขอให้ศาลสั่งยกเลิกการล้มละลายตาม มาตรา ๑๓๕ ได้
เหตุต่าง ๆ ที่ผู้ร้องยกขึ้นอ้างในคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของลูกหนี้ล้วนแต่เป็นเหตุที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ซึ่งเป็นข้อที่ศาลชั้นต้นจะพึงหยิบยกขึ้นวินิจฉัยก่อนที่จะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๑๔ คือถ้ามีเหตุดังกล่าวที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลายศาลก็จะพิพากษายกฟ้อง แต่เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดและถึงที่สุดแล้ว ผู้ร้องก็ไม่มีสิทธิที่จะหยิบยกเอาเหตุดังกล่าวมาขอให้ศาลสั่งยกเลิกการล้มละลายตาม มาตรา ๑๓๕ (๒) ได้อีก

คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๘๙/๒๔๘๙
ผู้ถือหุ้นในบริษัทที่ถูกสั่งให้ล้มละลาย ไม่มีสิทธิ์มาร้องขอให้ยกเลิกคดีล้มละลาย

พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓

๓๕๘๔/๓๖ เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ทั้ง ๑๒ คน ไม่ระวังรักษาผลประโยชน์
ของตนเองและเจ้าหนี้อื่นไม่ช่วยเหลื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในการรวบรวม
จำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้ และรับผิดในบรรดาค่าธรรมเนียมค่าเสียหายหรือ
ค่าใช้จ่ายในคดีล้มละลาย และไม่มีเจ้าหนี้อื่นสามารถและเต็มใจกระทำการ
ดังกล่าวภายใน ๑ เดือน นับแต่เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ได้ขัดขืนละเลย ดังนั้นแม้
เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ จะรวบรวมเงินเข้ากองทรัพย์สินของจำเลยแล้ว
ประมาณหนึ่งหมื่นบาท และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เพียงแต่ขอให้ศาลสั่งปิดคดี
เท่านั้นก็ตาม ก็มีเหตุผลสมควรที่ศาลจะสั่งให้ยกเลิกการล้มละลายได้ตามพระ
ราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๑๓๕ (๑)
เจ้าหนี้ที่ศาลสั่งอนุญาตให้ได้รับชำระหนี้แล้วมีสิทธิขอให้ศาลสั่งยกเลิกการ
ล้มละลายได้ในฐานะเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.
๒๔๘๓ มาตรา ๑๓๕


คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๗๐๓/๒๕๔๓
แม้ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของลูกหนี้ แต่ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้เกินกำหนดเวลาตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๑เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงได้ยกคำขอรับชำระหนี้ของผู้ร้อง ผู้ร้องจึงมิใช่ผู้มีส่วนได้เสียที่จะมีสิทธิขอให้ศาลสั่งยกเลิกการล้มละลายตาม มาตรา ๑๓๕ ได้
เหตุต่าง ๆ ที่ผู้ร้องยกขึ้นอ้างในคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของลูกหนี้ล้วนแต่เป็นเหตุที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ซึ่งเป็นข้อที่ศาลชั้นต้นจะพึงหยิบยกขึ้นวินิจฉัยก่อนที่จะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๑๔ คือถ้ามีเหตุดังกล่าวที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลายศาลก็จะพิพากษายกฟ้อง แต่เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดและถึงที่สุดแล้ว ผู้ร้องก็ไม่มีสิทธิที่จะหยิบยกเอาเหตุดังกล่าวมาขอให้ศาลสั่งยกเลิกการล้มละลายตาม มาตรา ๑๓๕ (๒) ได้อีก

คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๒๗๒/๒๕๔๔
ในชั้นพิจารณาคำขอประนอมหนี้ก่อนล้มละลายจำเลยอุทธรณ์ ๒ ประการ คือไม่มีเหตุที่จะถือว่าจำเลยทุจริตดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยประการหนึ่ง และคดีมีเหตุไม่สมควรให้จำเลยล้มละลายเนื่องจากมีการแก้ไขกฎหมายล้มละลายโดย พ.ร.บ. ล้มละลาย (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๔๒ กำหนดจำนวนหนี้ขั้นต่ำที่จะฟ้องคดีล้มละลายไว้ไม่น้อยกว่าหนึ่งล้านบาท และในคดีมีเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้เพียง ๔ ราย ขอให้ศาลอุทธรณ์หยิบยกมาตรา ๑๔ ขึ้นพิจารณาอีกประการหนึ่ง แต่ศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยในปัญหาที่สองว่าจำเลยจะสามารถขอให้ศาลยกเหตุที่ไม่ควรให้จำเลยล้มลายตามมาตรา ๑๔ มาพิจารณาในชั้นขอประนอมหนี้ได้หรือไม่ อย่างไร จึงเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. ว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่งตามมาตรา ๒๔๓ (๑) และมาตรา ๒๔๗ ประกอบด้วย พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๑๕๓ แต่เพื่อให้การพิจารณาคดีเป็นไปโดยรวดเร็วสมดั่งเจตนารมณ์ของกฎหมายล้มละลาย ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวนี้ไปเสียทีเดียว
ในการพิจารณาคดีล้มละลายนั้น กฎหมายได้กำหนดลำดับขั้นตอนไว้อย่างชัดเจนแล้วกล่าวคือ เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย มาตรา ๑๔ ลูกหนี้มีสิทธิทำคำขอประนอมหนี้ก่อนล้มละลายตามมาตรา ๔๕ เมื่อที่ประชุมเจ้าหนี้ลงมติพิเศษยอมรับคำขอประนอมหนี้ของลูกหนี้แล้วเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจขอต่อศาลให้สั่งว่าจะเห็นชอบหรือไม่ ซึ่งการพิจารณาในชั้นนี้ ห้ามมิให้ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ก่อนล้มละลาย หากมีข้อเท็จจริงตามมาตรา ๕๓ และมาตรา ๕๔ ในชั้นพิจารณาว่าจะเห็นชอบกับการประนอมหนี้ก่อน ล้มละลายหรือไม่นั้น จึงต้องพิจารณาเพียงแต่ว่ามีเหตุที่ห้ามมิให้ศาลเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้หรือไม่เท่านั้น เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยกระทำการทุจริต จำเลยมิได้ฎีกาจึงเป็นอันยุติไป ส่วนที่ว่าจะมีเหตุไม่ควรให้จำเลย ล้มละลายหรือไม่เป็นเรื่องที่จะต้องยกขึ้นว่ากล่าวก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาด เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด คดีส่วนดังกล่าวถึงที่สุดไปแล้วจนถึงขั้นพิจารณาคำขอประนอมหนี้ก่อนล้มละลาย จึงเป็นการล่วงเลยขั้นตอนที่จะหยิบยกเหตุดังกล่าวขึ้นวินิจฉัย

โมฆะกรรม, ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นความรับผิด, การใช้เงินค่าหุ้น,
พ.ร.บ. ล้มละลายฯ
๓๓๑๘/๒๕๔๕
พ.ร.บ. ล้มละลายฯ มาตรา ๙๐/๕๘ ได้บัญญัติกำหนดหลักเกณฑ์ในการ
ใช้ดุลพินิจในการให้ความเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการ เพื่อให้ศาลเข้ามามีบทบาท
ในทางเศรษฐกิจ ใช้อำนาจทางตุลาการเพื่อก่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่บุคคล
ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ในการใช้ดุลพินิจดังกล่าวศาลมีอำนาจที่จะตรวจสอบในเนื้อหา
ของแผนฟื้นฟูกิจการแล้วนำมาพิจารณาว่าจะให้ความเห็นชอบด้วยแผนหรือไม่
การพิจารณาว่าข้อเสนอในการชำระหนี้ตามแผนเป็นธรรมแก่เจ้าหนี้หรือไม่
ต้องพิจารณาตาม พ.ร.บ. ล้มละลายฯ มาตรา ๙๐/๔๒ ตรี โดยพิจารณาเฉพาะ
บรรดาเจ้าหนี้ทั้งหลายที่ถูกจัดไว้ในกลุ่มเดียวกัน ดังนั้น แม้ในแผนฟื้นฟูกิจการจะ
เสนอชำระหนี้แก่เจ้าหนี้กลุ่มที่ ๑ ต่างกับเจ้าหนี้กลุ่มที่ ๒ ก็เป็นกรณีที่ทำแผน
สามารถกำหนดได้เพราะเป็นเจ้าหนี้ต่างกลุ่มกัน เมื่อแผนฟื้นฟูกิจการได้กำหนด
ให้สิทธิของเจ้าหนี้ที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันได้รับการปฏิบัติเท่าเทียมกันแล้ว ต้องถือว่า
แผนฟื้นฟูกิจการได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการชำระหนี้เป็นไปตามมาตรา ๙๐/๕๘ (๒)
ประกอบมาตรา ๙๐/๔๒ ตรีแล้ว
เกี่ยวกับการแปลงหนี้เป็นทุนตาม พ.ร.บ. ล้มละลายฯ มาตรา ๙๐/๔๒
วรรคท้าย บัญญัติยกเว้นบทบัญญัติของ ป.พ.พ. มาตรา ๑๑๑๙ วรรคสอง ดังนั้น
ผู้ทำแผน จึงสามารถทำแผนเพิ่มทุนโดยการแปลงหนี้มาเป็นทุนได้ ทำให้ทุนจดทะเบียน
ของลูกหนี้เพิ่มขึ้นโดยเจ้าหนี้จะเป็นผู้ถือหุ้นที่เพิ่มขึ้นในสัดส่วนหนี้ของตน สถานะ
ของเจ้าหนี้ย่อมเปลี่ยนมาเป็นผู้ร่วมลงทุนกับผู้ถือหุ้นเดิม
ตาม พ.ร.บ. ล้มละลายฯ มาตรา ๙๐/๖๐ วรรคสอง ผลของคำสั่งเห็นชอบ
ด้วยแผนนั้นมีผลเฉพาะตัวลูกหนี้ในคดีฟื้นฟูกิจการเท่านั้นที่จะหลุดพ้นจากหนี้ที่มี
อยู่ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน แล้วมาผูกพันตามหนี้ที่กำหนดไว้ในแผน
ส่วนบุคคลอื่นซึ่งต้องร่วมรับผิดกับลูกหนี้จะต้องรับผิดอีกเช่นไร ต้องเป็นไปตาม
กฎหมายต่างๆ ซึ่งว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง โดยในส่วนผู้ค้ำประกัน
จะหลุดพ้นความรับผิดก็เมื่อหนี้นั้นได้ระงับสิ้นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา ๖๙๘
การที่เจ้าหนี้ได้รับโอนหุ้นเพื่อชำระหนี้มาจำนวนหนึ่งซึ่งเมื่อตีราคาตลาดที่แท้จริง
แล้วชำระหนี้ที่ลูกหนี้มีต่อเจ้าหนี้ได้เพียงบางส่วน หนี้ส่วนของผู้ค้ำประกันก็ย่อม
ระงับเพียงบางส่วนเท่านั้น การที่แผนฟื้นฟูกิจการกำหนดให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้น
ความรับผิดไปเสียทีเดียว ย่อมขัดต่อบทบัญญัติดังกล่าว ข้อกำหนดดังกล่าว
จึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๕๐ แต่เมื่อรายการดังกล่าวมิใช่รายการ
สำคัญและ พ.ร.บ. ล้มละลายฯ ก็ได้บัญญัติเรื่องนี้ไว้ในมาตราดังกล่าวแล้ว การที่
ข้อกำหนดดังกล่าวตกไปจึงไม่กระทบถึงความสมบูรณ์ของแผน ถือว่าแผนมีรายการ
ครบถ้วนตาม พ.ร.บ. ล้มละลายฯ มาตรา ๙๐/๔๒ ประกอบ ๙๐/๕๘ วรรคสอง แล้ว
ปัญหาที่ว่า มีเหตุผลอันสมควรและมีช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้
หรือไม่ เป็นปัญหาในชั้นพิจารณาคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการ เมื่อศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟู
กิจการของลูกหนี้และคำสั่งดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว กรณีจึงเป็นการล่วงเลยขั้นตอนที่
จะยกเหตุดังกล่าวขึ้นคัดค้านแล้ว


คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๓๙๒/๒๕๔๕
ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย ฯ มาตรา ๙๐/๔๒ ทวิ วรรคสอง บัญญัติว่า "เจ้าหนี้รายใดเห็นว่าการจัดกลุ่มเจ้าหนี้ไม่ได้เป็นไปตามวรรคหนึ่งอาจยื่นคำร้องขอต่อศาลภายใน ๗ วัน นับแต่วันที่ได้รู้ถึงการจัดกลุ่มและศาลอาจมีคำสั่งให้จัดกลุ่มเสียใหม่ให้ถูกต้องโดยเร็ว คำสั่งศาลตามมาตรานี้ให้เป็นที่สุด" ตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ระบุว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ส่งหมายแจ้งวันนัดประชุมเจ้าหนี้พร้อมแผนฟื้นฟูกิจการลูกหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ทางไปรษณีย์ตอบรับลงวันที่ ๔ มกราคม ๒๕๔๔ และเจ้าหนี้ได้ยื่นคำร้องขอเลื่อนการประชุมเมื่อวันที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๔๔ อ้างว่า แผนฟื้นฟูกิจการมีรายละเอียดและสาระสำคัญหลายเรื่องต้องใช้ความรอบคอบ เมื่อแผนฟื้นฟูกิจการได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับการจัดกลุ่มเจ้าหนี้ไว้แล้ว การที่เจ้าหนี้ได้รับแผนฟื้นฟูกิจการจึงแสดงโดยแจ้งชัดว่าเจ้าหนี้ได้รู้ถึงการจัดกลุ่มแล้วตั้งแต่วันดังกล่าว เมื่อเจ้าหนี้ได้ยื่นคำร้องขอต่อศาลในวันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๔๔ ย่อมพ้นกำหนดเวลาที่อาจยื่นคำร้องขอต่อศาลเพื่อให้มีคำสั่งจัดกลุ่มเสียใหม่ได้แล้ว

คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๔๐๓/๒๕๔๕
การที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสี่เป็นคดีเดียวกันภายหลังจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ ๑ โดยศาลอุทธรณ์พิพากษาให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาและยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ ๑ เมื่อมีแต่จำเลยที่ ๑ เป็นผู้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ จำเลยที่ ๑ จึงได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๐/๑๒ (๔) แต่ผู้เดียวโดยเป็นเรื่องเฉพาะตัวของจำเลยที่ ๑ ทั้งโจทก์ก็สามารถแยกฟ้องจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ให้รับผิดตามสัญญาค้ำประกันได้อยู่แล้ว ดังนั้น แม้จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ จะถูกโจทก์ฟ้องให้รับผิดร่วมกับจำเลยที่ ๑ ในฐานะผู้ค้ำประกันเป็นคดีเดียวกันกับคดีของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ก็ไม่อาจได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๐/๑๒ (๔) เช่นเดียวกับจำเลยที่ ๑ ได้ เพราะจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ มิได้มีฐานะเป็นผู้ร่วมร้องขอหรือเป็นลูกหนี้ในคดีฟื้นฟูกิจการดังกล่าวด้วย ดังนั้น จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ จึงไม่ได้รับประโยชน์จากการที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาและยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ ๑
การที่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ มิได้กล่าวมาในคำร้องเป็นข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลชั้นต้นเลย คำร้องของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา ๒๐๘ วรรคท้าย ส่วนคำร้องของจำเลยที่ ๔ มิได้แสดงรายละเอียดชัดแจ้งว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยที่ ๔ แพ้คดีไม่ถูกต้องอย่างไรบ้าง ทั้งหาได้คัดค้านในเนื้อหาแห่งคำตัดสินของศาลชั้นต้นว่าไม่ถูกต้องอย่างไร หากมีการพิจารณาพิพากษาใหม่แล้วจำเลยที่ ๔ จะชนะคดีอย่างไร จึงถือไม่ได้ว่าเป็นข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๐๘ วรรคท้าย

พ.ร.บ. ล้มละลายฯ
๔๘๒๓/๒๕๔๕
ในการขอแก้แผนนั้น เจ้าหนี้จะต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ. ล้มละลายฯ มาตรา
๙๐/๔๕ และการที่ศาลจะพิจารณาแผนที่มีการแก้ไขแล้วได้นั้น แผนที่มีการแก้ไข
แล้วจะต้องผ่านการยอมรับจากการที่ประชุมเจ้าหนี้มาแล้วตาม พ.ร.บ. ล้มละลายฯ
มาตรา ๙๐/๔๖ แต่การที่กฎหมายกำหนดให้ศาลเข้ามามีบทบาทในการควบคุมดูแล
การฟื้นฟูกิจการเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่บุคคลที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายนั้น เมื่อได้คำนึง
ถึงเพื่อประโยชน์ในการฟื้นฟูกิจการหรือเพื่อให้การฟื้นฟูกิจการดำเนินการต่อไปได้
ทั้งกรณีมีเหตุจำเป็นและสมควร ศาลมีอำนาจสั่งให้รับคำขอแก้ไขแผนที่ยื่นล่วงเลย
ระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้เพื่อให้ที่ประชุมเจ้าหนี้พิจารณาก่อนที่ศาลจะมีคำสั่ง
เห็นชอบด้วยแผนหรือไม่ ได้
พ.ร.บ. ล้มละลายฯ มาตรา ๙๐/๒๗ และ ๙๐/๖๐ ประสงค์ให้มูลหนี้ที่อาจ
ขอรับชำระหนี้ได้ทุกประเภทที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการเข้ามาอยู่
ในระบบการฟื้นฟูกิจการทั้งหมด แม้ว่าหนี้นั้นจะเป็นภาษีอากรก็ตาม เพื่อให้หนี้สิน
ของลูกหนี้ที่มีอยู่แล้วได้รับการชำระสะสางภายใต้กรอบของแผนฟื้นฟูกิจการให้เสร็จไป
นอกจากนี้กรณีใดที่ พ.ร.บ. ล้มละลายฯ ต้องการให้มูลหนี้ภาษีอากรมีสิทธิเหนือ
เจ้าหนี้ธรรมดาหรือคุ้มครองสิทธิของเจ้าหนี้ภาษีอากรเป็นพิเศษ กฎหมาย
ก็จะบัญญัติไว้ชัดแจ้ง เมื่อกฎหมายไม่ได้ให้สิทธิหรือคุ้มครองแก่เจ้าหนี้ภาษีอากร
ในมูลหนี้ซึ่งเกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการเป็นพิเศษ ภายใต้บังคับ
ของมาตรา ๙๐/๕๘ (๒) ประกอบด้วยมาตรา ๑๓๐ (๖) สิทธิของเจ้าหนี้ภาษี
อากรจึงมีฐานะเช่นเดียวกับเจ้าหนี้อื่น ทั้งอื่น พ.ร.บ. ล้มละลายฯ หมวด ๓/๑
ว่าด้วยกระบวนการพิจารณาเกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ได้บัญญัติผลของ
การที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนไว้เป็นการเฉพาะโดยชัดแจ้งแล้วตามมาตรา
๙๐/๖๐ วรรคหนึ่ง จึงไม่อาจนำมาตรา ๕๖ ในเรื่องผลของการประนอมหนี้
ก่อนล้มละลายมาใช้โดยอนุโลมได้


คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๐๙๓/๒๕๔๕
ผู้คัดค้านเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดของห้างหุ้นส่วนจำกัด ป. ซึ่งได้ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ย่อมมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ผู้คัดค้านล้มละลายตามห้างได้ ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๘๙ และเนื่องจากผู้คัดค้านต้องรับผิดในบรรดาหนี้ของห้างหุ้นส่วนจำกัด ป. โดยไม่จำกัดจำนวน ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๐๗๐, ๑๐๗๗ (๒) ดังนั้น ผู้คัดค้านจึงไม่อาจต่อสู้คดีหรือนำสืบว่าตนมีทรัพย์สินพอที่จะชำระหนี้ของห้างหุ้นส่วนจำกัด ป. หรือพิสูจน์ว่าตนมิใช่เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว
คดีนี้เดิมโจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักทรัพย์ของห้างหุ้นส่วนจำกัด ป. และผู้คัดค้านเด็ดขาดโดยอ้างว่ามีหนี้สินล้นพ้นตัว ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยจึงมีว่าห้างหุ้นส่วนจำกัด ป. และผู้คัดค้านมีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่ ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของห้างหุ้นส่วนจำกัด ป. เด็ดขาดแต่ยกฟ้องผู้คัดค้านโดยวินิจฉัยว่ามีเหตุอันสมควรที่จะไม่ให้ผู้คัดค้าน ล้มละลาย คดีถึงที่สุด ต่อมาศาลพิพากษาให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด ป. ล้มละลาย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงยื่นคำร้องขอให้ผู้คัดค้านล้มละลายตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๘๙ ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยในชั้นนี้จึงมีว่า ผู้คัดค้านเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดหรือไม่ ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยทั้งสองกรณีดังกล่าวจึงอาศัยเหตุต่างกัน การที่ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำร้องดังกล่าวจึงมิใช่ฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๘ ประกอบ พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๑๕๓
ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีแพ่งให้ผู้คัดค้านร่วมกับห้างหุ้นส่วนจำกัด ป. ชำระหนี้แก่โจทก์ซึ่งคดีถึงที่สุดแล้ว และโจทก์ยื่นฟ้องห้างหุ้นส่วนจำกัด ป. เป็นคดีล้มละลายภายในกำหนดเวลา ๑๐ ปี นับแต่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีแพ่ง ย่อมมีผลทำให้อายุความแห่งสิทธิเรียกร้องในหนี้ของห้างหุ้นส่วนจำกัด ป. ตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดสะดุดหยุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๙๓/๑๔ (๒) ดังนั้น เมื่อห้างหุ้นส่วนจำกัด ป. ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ผู้คัดค้านก็ต้องร่วมรับผิดในหนี้สินของห้างดังกล่าวซึ่งเป็นวิธีจัดการเพื่อรวบรวมทรัพย์สินของห้างนั้นชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ของห้างตามอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์โดยชอบ แม้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะยื่นคำร้องขอให้ผู้คัดค้านล้มละลายตามห้างเป็นเวลาเกินกว่า ๑๐ ปี นับแต่คดีแพ่งถึงที่สุดก็ตาม คำร้องของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดังกล่าวก็ไม่ขาดอายุความเพราะกรณีมิใช่หนี้สินส่วนตัวของผู้คัดค้านที่ผู้คัดค้านจะอ้างอายุความดังกล่าวได้

พ.ร.บ. ล้มละลายฯ
๑๓๕๐/๒๕๔๖
พ.ร.บ. ล้มละลายฯ มาตรา ๖๑ บัญญัติบังคับให้ศาลพิพากษาให้ลูกหนี้
ล้มละลายทันทีเมื่อได้ดำเนินคดีมาตามขั้นตอนของมาตรานี้ครบถ้วนแล้ว ศาลจะ
งดพิพากษา หรือรอการพิพากษา หรือพิพากษาเป็นอย่างอื่นไม่ได้ และกฎหมาย
มีเจตนารมณ์ให้ขอประนอมหนี้ก่อนล้มละลายได้เพียงครั้งเดียว หากจำเลยจะขอ
ประนอมหนี้อีกก็ชอบที่จะเสนอคำขอได้ในตอนหลังเมื่อศาลพิพากษาให้จำเลย
ล้มละลายแล้ว ดังนั้น การที่จำเลยยื่นคำขอประนอมหนี้ก่อนล้มละลายเข้ามาอีก
อ้นมิใช่เป็นการขอแก้ไขคำประนอมหนี้ตามมาตรา ๔๗ และเป็นการพ้นระยะ
เวลาตามมาตรา ๔๕ แล้ว การยื่นคำขอประนอมหนี้ก่อนล้มละลายอีกครั้งจะทำให้
คดีล้มละลายไม่อาจดำเนินไปได้โดยรวดเร็ว ผิดวัตถุประสงค์ของกฎหมายล้มละลาย
จึงเป็นการไม่ชอบ


พระธรรมนูญศาลยุติธรรมฯ อำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้น
๑๖๕๕/๒๕๔๗
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่าผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์
อันเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ แต่เมื่อผู้คัดค้าน
ทั้งสี่ยื่นคำคัดค้านว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้คัดค้านทั้งสี่ ผู้คัดค้านที่ ๑ เพียงแต่อนุญาตให้
ผู้ร้องอยู่อาศัย กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ซึ่งเปลี่ยนเป็นคดีที่มีคำขอ
ให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ มิใช่คดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์
อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้อีกต่อไป เมื่อราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือทุนทรัพย์ของ
คดีไม่เกินสามแสนบาท คดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษาตาม
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๗ ประกอบ ๒๕ (๔) ศาลจังหวัดไม่มีอำนาจพิจารณา
พิพากษาคดีนี้ ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๘


โมฆะกรรม, พ.ร.บ. ล้มละลายฯ
๓๗๐๔/๒๕๔๖
การที่แผนฟื้นฟูกิจการกำหนดให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นความรับผิดไปเสียทีเดียว
โดยมิได้คำนึงว่าเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ครบถ้วนแล้วหรือไม่ และกำหนดให้เจ้าหนี้
บางกลุ่มได้รับชำระหนี้เพียงบางส่วน ข้อกำหนดดังกล่าวจึงขัดต่อ พ.ร.บ. ล้มละลายฯ
มาตรา ๙๐/๖๐ วรรคสอง อันเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน
ข้อกำหนดดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๕๐
การจะพิจารณาว่ามีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลายตาม พ.ร.บ. ล้มละลายฯ
มาตรา ๑๔ หรือไม่นั้น จะต้องพิจารณาเหตุเฉพาะตัวของจำเลยในคดีล้มละลาย
คนนั้น ๆ การที่จำเลยที่ ๒ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการของ
จำเลยที่ ๑ เป็นมติของที่ประชุมเจ้าหนี้ที่ไว้วางใจให้จำเลยที่ ๒ บริหารแผนซึ่ง
เป็นเรื่องของการฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ ๑ และเป็นเรื่องในอนาคตซึ่งไม่มีความ
แน่นอน ดังนั้น ลำพังเพียงการที่จำเลยที่ ๒ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้บริหารแผน
ยังไม่มีเหตุเพียงพอที่จะถือว่าเป็นเหตุอื่นที่ไม่สมควรให้จำเลยที่ ๒ ล้มละลาย


อายุความ, อายุความฟ้องร้องในมูลหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงิน, พ.ร.บ. ล้มละลายฯ
๓๙๖๐/๒๕๔๖
ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ น. เข้าสวมสิทธิเป็นโจทก์แทนโจทก์เดิม
เป็นเวลาภายหลังจากที่ศาลล้มละลายกลางสั่งรับฎีกาของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
คดีจึงอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลาย จึงเป็นอำนาจ
ของศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายที่จะสั่งคำร้องของ น. ที่จะเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความ
แทนโจทก์ ศาลล้มละลายกลางไม่มีอำนาจสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ น. เข้าสวม
สิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์
มูลหนี้ตามคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้เป็นหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินและ
สัญญาขายลดตั๋วเงินซึ่งอาจใช้สิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระเงินตามสิทธิที่เจ้าหนี้
ผู้เป็นโจทก์มีอยู่ตามตราสารและสัญญาตั้งแต่วันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๓๒ แต่เจ้าหนี้
ผู้เป็นโจทก์กลับนำหนี้ที่มีอยู่มาฟ้องลูกหนี้เป็นคดีล้มละลายเมื่อวันที่ ๓๑ สิงหาคม
๒๕๔๓ จึงขาดอายุความฟ้องร้องในมูลหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินที่มีกำหนดเวลา ๓ ปี
และมูลหนี้ตามสัญญาขายลดตั๋วเงินที่มีกำหนดเวลา ๑๐ ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา
๑๐๐๑ และมาตรา ๑๙๓/๓๐ แล้ว แม้ศาลล้มละลายกลางจะได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์
ของลูกหนี้เด็ดขาดโดยมิได้มีการยกเหตุเรื่องอายุความขึ้นมาพิจารณาวินิจฉัย
ยกฟ้องโจทก์ก็ตาม ก็หาใช่ว่าศาลล้มละลายกลางได้วินิจฉัยยอมรับรองว่าเป็นหนี้
ที่อาจขอรับชำระหนี้ได้ไม่ อีกทั้งกระบวนพิจารณาคดีล้มละลายตาม พ.ร.บ.
ล้มละลายฯ มาตรา ๒๗ ในส่วนของการขอรับชำระหนี้เป็นกระบวนพิจารณาที่แยก
ต่างหากจากกระบวนพิจารณาคดีและมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้ เมื่อบทบัญญัติใน
มาตรา ๙๑, ๙๔, ๑๐๖, ๑๐๗ และ ๑๐๘ ได้ให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
และศาลที่จะต้องพิจารณาในชั้นขอรับชำระหนี้อีกครั้งหนึ่งด้วยว่าหนี้ที่เจ้าหนี้
แต่ละรายยื่นคำขอรับชำระหนี้ เป็นหนี้ที่ขอรับชำระหนี้ได้หรือไม่ แม้หนี้ที่เจ้าหนี้
ขอรับชำระหนี้มานั้นจะเป็นหนี้ที่เจ้าหนี้นำมากล่าวอ้างฟ้องเป็นคดีล้มละลายจนศาลมี
คำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดแล้วก็ตาม แต่ก็หาผูกพันเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
หรือศาลให้จำต้องถือตามไม่ เมื่อหนี้ที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ที่ขาดอายุความ
จึงต้องห้ามมิให้ขอรับชำระหนี้ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย ฯ มาตรา ๙๔ (๑)


คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๖๓๖/๒๕๔๖
ตามบทบัญญัติมาตรา ๙๐/๖ แห่ง พ.ร.บ. ล้มละลาย ฯ ย่อมเป็นที่ประจักษ์ชัดว่า คำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้มีสาระสำคัญประการหนึ่งที่จะต้องแสดงในคำร้องขอ ก็คือผู้ร้องขอจะต้องจัดทำบัญชีรายชื่อและที่อยู่ของเจ้าหนี้ทั้งหลายด้วยเหตุที่ว่า เมื่อศาลสั่งรับคำร้องขอแล้วให้ส่งสำเนาคำร้องขอแก่เจ้าหนี้ทั้งหลายเท่าที่ทราบ ตามมาตรา ๙๐/๙ วรรคหนึ่ง เพื่อเจ้าหนี้อาจยื่นคำคัดค้านตามมาตรา ๙๐/๙ วรรคสาม และเมื่อศาลมีคำสั่งตั้งผู้ทำแผนแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะต้องโฆษณาคำสั่งตั้งผู้ทำแผนในราชกิจจานุเบกษาและหนังสือพิมพ์รายวันที่แพร่หลายไม่น้อยกว่า ๒ ฉบับ ตามมาตรา ๙๐/๒๐ วรรคสี่ นอกจากนั้นยังต้องแจ้งคำสั่งตั้งผู้ทำแผนและกำหนดเวลาให้เจ้าหนี้ทั้งหลายตามบัญชีรายชื่อที่ลูกหนี้หรือเจ้าหนี้เสนอต่อศาลและเจ้าหนี้อื่นเท่าที่ทราบ ตามมาตรา ๙๐/๒๔ วรรคสอง และวรรคสาม เพื่อให้เจ้าหนี้เหล่านั้นยื่นคำขอรับชำระหนี้ ตามมาตรา ๙๐/๒๖
ลูกหนี้เป็นหนี้เจ้าหนี้ในมูลหนี้ตามสัญญาซื้อขายสินค้าอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ได้สั่งซื้อจากเจ้าหนี้ตั้งแต่วันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๔๓ ต่อมาวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๔๔ ลูกหนี้ยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการแต่มิได้ระบุชื่อและที่อยู่ของเจ้าหนี้รายนี้ในบัญชีเจ้าหนี้ที่เสนอต่อศาล ทั้งที่ลูกหนี้ทราบชื่อและที่อยู่ของเจ้าหนี้ในขณะยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการเป็นอย่างดีแล้ว นอกจากนั้นหลังจากศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้แล้ว เจ้าหนี้และลูกหนี้ได้มีการเจรจาเรื่องการชำระหนี้สินระหว่างกันเมื่อวันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๔๔ ที่เมืองย่างกุ้ง สหภาพพม่า การที่ลูกหนี้ละเลยไม่ระบุชื่อและที่อยู่ของเจ้าหนี้ในบัญชีเจ้าหนี้ จึงเป็นการจงใจฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา ๙๐/๖ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าหนี้เพราะเป็นเหตุให้ศาลไม่อาจส่งสำเนาคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการแก่เจ้าหนี้ ตามมาตรา ๙๐/๙ วรรคหนึ่ง และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่อาจแจ้งคำสั่งตั้งผู้ทำแผนและกำหนดเวลาเสนอคำขอรับชำระหนี้ให้เจ้าหนี้ทราบได้ ตามมาตรา ๙๐/๒๔ วรรคสองและวรรคสาม เมื่อไม่ปรากฏว่าเจ้าหนี้ทราบคำสั่งตั้งผู้ทำแผน และกำหนดเวลายื่นคำขอรับชำระหนี้ก่อนหน้านี้ กรณีจึงมีเหตุตามกฎหมายที่จะรับคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ที่ยื่นต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เกินกำหนด ๑ เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งตั้งผู้ทำแผนไว้พิจารณา

คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๑๘๙/๒๕๔๖
คดีล้มละลายเป็นคดีที่ฟ้องให้จัดการทรัพย์สินของบุคคลผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวเพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งหลายของบุคคลผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวนั้น การพิจารณาคดีล้มละลายไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อจะชี้ขาดหรือพิพากษาบังคับให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์โดยเฉพาะจึงย่อมผิดแผกแตกต่างกับการพิจารณาคดีแพ่งสามัญเพราะประเด็นสำคัญในคดี
ล้มละลายมีอยู่ว่าจำเลยซึ่งถูกฟ้องขอให้ล้มละลายเป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวและเป็นหนี้โจทก์จำนวนแน่นอนไม่น้อยกว่า ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท สำหรับจำเลยซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา หรือไม่น้อยกว่า ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท สำหรับจำเลยซึ่งเป็นนิติบุคคล หรือไม่ หากศาลพิจารณาได้ความจริงเช่นนั้นก็ต้องมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด หากพิจารณาไม่ได้ความจริงหรือแม้ได้ความจริงแต่จำเลยนำสืบได้ว่าอาจชำระหนี้ได้ทั้งหมดหรือมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลาย ศาลจะต้องพิพากษายกฟ้อง ดังนั้นการพิจารณาคดีล้มละลายศาลจะมีคำสั่งหรือคำพิพากษาได้เพียง ๒ ประการ คือ มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดหรือพิพากษายกฟ้องตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๑๔ เท่านั้น โดยไม่เปิดช่องให้ศาลมีคำวินิจฉัยในประเด็นอื่นใดนอกเหนือไปจากที่กล่าวได้ จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะฟ้องแย้งให้ศาลมีคำพิพากษาให้โจทก์กระทำหรือไม่กระทำการใดได้อีกเพราะเป็นเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม เมื่อจำเลยให้การปฏิเสธหนี้สินที่โจทก์อ้างให้รับผิดตามสัญญารับผิดชดใช้หนี้เพราะสัญญาดังกล่าวปลอม จึงมีประเด็นที่โจทก์ต้องนำสืบถึงหนี้สินตามสัญญารับผิดชดใช้หนี้ ซึ่งหากศาลพิจารณาแล้วเชื่อว่าสัญญารับผิดชดใช้หนี้เป็นสัญญาปลอมดังที่จำเลยให้การต่อสู้ ศาลก็ชอบที่จะพิพากษายกฟ้องโจทก์ เมื่อเป็นเช่นนี้จำเลยจึงไม่มีสิทธิฟ้องแย้งขอให้ศาลพิพากษาว่าสัญญารับผิดชดใช้หนี้เป็นสัญญาปลอม

คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๐๓๑/๒๕๔๖
การที่จะได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้ที่อยู่ในกระบวนพิจารณาคดีฟื้นฟูกิจการนั้น แบ่งตามมูลหนี้ที่เกิดขึ้นเป็น ๓ ช่วง กล่าวคือ ช่วงแรก มูลหนี้ที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการและหนี้ที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนถึงวันที่ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ทำแผน อันเจ้าหนี้จะต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในมาตรา ๙๐/๒๖ และมาตรา ๙๐/๒๗ ช่วงที่สอง หนี้ที่เกิดขึ้นหลังจากวันที่ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ทำแผนจนถึงก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน หากว่าหนี้ส่วนนี้มิได้กำหนดไว้ในแผนเป็นอย่างอื่น เจ้าหนี้ก็สามารถฟ้องร้องเป็นคดีแพ่งได้ โดยอยู่ภายใต้บังคับของมาตรา ๙๐/๑๒ (๔) (๕) และมาตรา ๙๐/๑๓ ช่วงที่สาม หนี้ที่เกิดขึ้นหลังจากศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน เมื่อแผนฟื้นฟูกิจการมิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิฟ้องร้องลูกหนี้เป็นคดีแพ่งต่อศาลที่มีเขตอำนาจได้โดยไม่ต้องขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามมาตรา ๙๐/๖๒
เมื่อหนี้ของเจ้าหนี้เป็นหนี้ที่เกิดขึ้นหลังจากศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนแล้ว และแผนฟื้นฟูกิจการมิได้กำหนดเรื่องดังกล่าวไว้ เจ้าหนี้จึงหาอาจมีคำขอในคดีฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลางให้สั่งให้ลูกหนี้ชำระหนี้ดังกล่าวได้ไม่

คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๐๙๓/๒๕๔๕
ผู้คัดค้านเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดของห้างหุ้นส่วนจำกัด ป. ซึ่งได้ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ย่อมมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ผู้คัดค้านล้มละลายตามห้างได้ ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๘๙ และเนื่องจากผู้คัดค้านต้องรับผิดในบรรดาหนี้ของห้างหุ้นส่วนจำกัด ป. โดยไม่จำกัดจำนวน ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๐๗๐, ๑๐๗๗ (๒) ดังนั้น ผู้คัดค้านจึงไม่อาจต่อสู้คดีหรือนำสืบว่าตนมีทรัพย์สินพอที่จะชำระหนี้ของห้างหุ้นส่วนจำกัด ป. หรือพิสูจน์ว่าตนมิใช่เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว
คดีนี้เดิมโจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักทรัพย์ของห้างหุ้นส่วนจำกัด ป. และผู้คัดค้านเด็ดขาดโดยอ้างว่ามีหนี้สินล้นพ้นตัว ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยจึงมีว่าห้างหุ้นส่วนจำกัด ป. และผู้คัดค้านมีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่ ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของห้างหุ้นส่วนจำกัด ป. เด็ดขาดแต่ยกฟ้องผู้คัดค้านโดยวินิจฉัยว่ามีเหตุอันสมควรที่จะไม่ให้ผู้คัดค้าน ล้มละลาย คดีถึงที่สุด ต่อมาศาลพิพากษาให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด ป. ล้มละลาย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงยื่นคำร้องขอให้ผู้คัดค้านล้มละลายตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๘๙ ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยในชั้นนี้จึงมีว่า ผู้คัดค้านเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดหรือไม่ ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยทั้งสองกรณีดังกล่าวจึงอาศัยเหตุต่างกัน การที่ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำร้องดังกล่าวจึงมิใช่ฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๘ ประกอบ พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๑๕๓
ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีแพ่งให้ผู้คัดค้านร่วมกับห้างหุ้นส่วนจำกัด ป. ชำระหนี้แก่โจทก์ซึ่งคดีถึงที่สุดแล้ว และโจทก์ยื่นฟ้องห้างหุ้นส่วนจำกัด ป. เป็นคดีล้มละลายภายในกำหนดเวลา ๑๐ ปี นับแต่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีแพ่ง ย่อมมีผลทำให้อายุความแห่งสิทธิเรียกร้องในหนี้ของห้างหุ้นส่วนจำกัด ป. ตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดสะดุดหยุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๙๓/๑๔ (๒) ดังนั้น เมื่อห้างหุ้นส่วนจำกัด ป. ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ผู้คัดค้านก็ต้องร่วมรับผิดในหนี้สินของห้างดังกล่าวซึ่งเป็นวิธีจัดการเพื่อรวบรวมทรัพย์สินของห้างนั้นชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ของห้างตามอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์โดยชอบ แม้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะยื่นคำร้องขอให้ผู้คัดค้านล้มละลายตามห้างเป็นเวลาเกินกว่า ๑๐ ปี นับแต่คดีแพ่งถึงที่สุดก็ตาม คำร้องของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดังกล่าวก็ไม่ขาดอายุความเพราะกรณีมิใช่หนี้สินส่วนตัวของผู้คัดค้านที่ผู้คัดค้านจะอ้างอายุความดังกล่าวได้

คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๓๔๙/๒๕๔๗
โจทก์เป็นนิติบุคคลฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ แล้วโจทก์ถูกศาลพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและพิพากษาให้ล้มละลาย แม้จะถือว่าโจทก์สิ้นสภาพบุคคลก็หาได้มีกฎหมายบัญญัติว่า ในคดีอาญานั้นเมื่อโจทก์สิ้นสภาพบุคคลหรือตายแล้ว ให้คดีอาญาระงับไปคงมีแต่คดีอาญาเลิกกันและสิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๗ และมาตรา ๓๙ กับคดีอาญาเลิกกันตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๗ เท่านั้น คดีนี้เป็นคดีอาญาอยู่ระหว่างรอการอ่าน คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คำพิพากษาของศาลชั้นต้นยังมีผลบังคับอยู่ จะนำ ป.วิ.พ. มาตรา ๑๓๒ (๓) มาใช้บังคับมิได้ เมื่อโจทก์มิได้ถอนคำร้องทุกข์ ถอนฟ้อง หรือยอมความ หรือมีเหตุทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับ และจำเลยทั้งสอง มิได้นำเงินตามจำนวนในเช็คมาชำระภายในสามสิบวันนับแต่ได้รับหนังสือจากผู้ทรงว่าธนาคารไม่ใช้เงินตามเช็คหรือมูลหนี้ที่ออกเช็คสิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด จำเลยทั้งสองจะขอให้ศาลจำหน่ายคดีหาได้ไม่
สำหรับปัญหาการส่งสำเนาฎีกาให้แก่โจทก์กรณีที่โจทก์ไม่มีตัวตน หรือไม่มีผู้เข้าดำเนินคดีแทนนั้น ป.วิ.อ. มาตรา ๒๐๑ ประกอบมาตรา ๒๑๖ ก็ได้บัญญัติแนวทางปฏิบัติไว้แล้ว

พ.ร.บ. ล้มละลายฯ
๒๔๕๐/๒๕๔๗
การใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ในคดีพื้นฟูกิจการ พ.ร.บ. ล้มละลายฯ มาตรา ๙๐/๓๓
บัญญัติว่า "ถ้าเจ้าหนี้ซึ่งมีสิทธิขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการเป็นลูกหนี้ในเวลาที่มี
คำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ เจ้าหนี้นั้นอาจใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ได้ เว้นแต่เจ้าหนี้ได้ใช้สิทธิ
เรียกร้องต่อลูกหนี้ที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ "บทบัญญัติด้งกล่าวเป็นบทบัญญัติที่
ใช้กรณีที่เจ้าหนี้ซึ่งมีสิทธิขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการขอใช้สิทธิหักกลบลบหนี้โดย
เฉพาะ หมายความว่า ถ้าเจ้าหนี้กับลูกหนี้ผู้ถูกฟื้นฟูกิจการต่างเป็นหนี้ซึ่งกันและกัน
อยู่ในเวลาที่มีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ เจ้าหนี้นั้นอาจใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ได้ อันจะยังผล
ให้หนี้ในส่วนนั้นระงับไป สำหรับข้อยกเว้นสำคัญคือเจ้าหนี้จะต้องไม่ได้สิทธิเรียกร้อง
ให้ลูกหนี้ชำระหนี้ภายหลังที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการแล้ว ส่วนข้อความ"...ในเวลาที่
มีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ..." ในมาตราดังกล่าวก็คือในวันที่มีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการนั่นเองหา
ได้มีความหมายเลยไปถึงช่วงเวลาหลังที่ศาลได้มีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ เพราะหนี้ประเภท
ใดบ้างที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนถึงวันที่ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ทำแผน
ที่เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้โดยไม่ต้องขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการนั้น มาตรา
๙๐/๒๗ วรรคสาม ได้บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ คดีนี้เมื่อเจ้าหนี้เป็นหนี้ลูกหนี้ในเงินที่
ลูกหนี้มีสิทธิได้รับคืนภาษีมูลค่าเพิ่มภายหลังเวลาที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ กรณี
จึงไม่ใช่เจ้าหนี้กับลูกหนี้ต่างเป็นหนี้ซึ่งกันและกันอยู่ในเวลาที่มีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ
เจ้าหนี้ย่อมไม่อาจใช้สิทธิขอหักกลบลบหนี้สำหรับหนี้ดังกล่าวได้


คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๗๔๗/๒๕๔๗
ผู้คัดค้านเป็นเจ้าหนี้ที่มีสิทธิได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ส่วนลูกหนี้มีเงินฝากอยู่กับผู้คัดค้านตามบัญชีเงินฝากรวม ๒ บัญชี โดยผู้คัดค้านรับฝากเงินไว้ก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ เงินฝากดังกล่าวตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้คัดค้านตั้งแต่มีการฝากเงิน ลูกหนี้ผู้ฝากเงินมีสิทธิที่จะถอนเงินฝากไปได้และผู้คัดค้านมีหน้าที่ต้องคืนเงินให้ครบตามจำนวนที่ขอถอน ถึงเห็นกรณีที่ผู้คัดค้านกับลูกหนี้ต่างเป็นหนี้ซึ่งกันและกันอยู่ในเวลาที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ ผู้คัดค้านจึงใช้สิทธินำเงินฝากทั้งสองบัญชีดังกล่าวของลูกหนี้มาหักกลบลบหนี้กับหนี้ที่ลูกหนี้ค้างชำระแก่ผู้คัดค้านได้ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๐/๓๓ ภายหลังที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติยอมรับแผนฟื้นฟูกิจการแต่ก็เป็นช่วงเวลาก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนดังกล่าว ซึ่งเจ้าหนี้ยังไม่ถูกผูกมัดให้ได้รับชำระหนี้ตามเงื่อนไขหรือเงื่อนเวลาที่กำหนดไว้ในแผนตามมาตรา ๙๐/๖๐ วรรคหนึ่ง

พ.ร.บ. ล้มละลายฯ
๗๑๕๒/๒๕๔๗
การยื่นขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ กฎหมายกำหนดขั้นตอนไว้ชัดแจ้งว่าเจ้า
หนี้ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือไม่ก็ตามต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้า
พนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในหนึ่งเดียวนับแต่วันโฆษณาคำสั่งตั้งผู้ทำแผนตาม พ.ร.บ.
ล้มละลายฯ มาตรา ๙๐/๒๖ วรรคหนึ่ง หลังจากนั้นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะเป็นผู้
พิจารณาคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้แล้วมีคำสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับ
ชำระหนี้ตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๙๐/๓๒ วรรคหนึ่งหรือวรรคสอง หากเจ้า
หนี้ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ก็มีอำนาจที่จะยื่นคำร้องคัดค้าน
คำสั่งต่อศาลได้ภายในสิบสี่วันนับแต่วันที่ทราบคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตาม
ที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๙๐/๓๒วรรคสาม ดังนั้น เจ้าหนี้จะยื่นคำร้องต่อศาลเกี่ยวกับการ
ขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ต้องเป็นกรณีคัดค้านคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์
ทรัพย์ที่มีคำสั่งเกี่ยวกับคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้แล้วเจ้าหนี้ไม่เห็นด้วย เจ้าหนี้ไม่
อาจยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ไต่สวนคำร้องของเจ้าหนี้หรือมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ยื่น
คำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เพื่อให้เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ตาม
ที่ยื่นคำร้อง โดยเจ้าหนี้ยังไม่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และ
เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยังมิได้มีคำสั่งใดอันเป็นการโต้แย้งสิทธิของเจ้าหนี้อันเจ้าหนี้
จะใช้สิทธิคัดค้านต่อศาลตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๙๐/๓๒ วรรคสาม แม้เจ้าหนี้จะอ้างว่า
ลูกหนี้ปิดบังมิได้แจ้งให้เจ้าหนี้ทราบว่าลูกหนี้ได้ยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการเจ้าหนี้ก็ยัง
คงต้องยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และหากเจ้าหนี้ได้รับความ
เสียหายโดยการกระทำหรือคำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เจ้าหนี้ก็ชอบที่
จะใช้สิทธิตามมาตรา ๑๔๖ ต่อไป


พ.ร.บ. ล้มละลายฯ
๘๔๔๓/๒๕๔๗
ในคดีล้มละลายนั้นเจ้าหนี้มีประกันจะยื่นคำขอรับชำระหนี้หรือไม่ก็ได้ แต่ต้องให้
เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตรวจตราทรัพย์สินอันเป็นหลักประกัน ซึ่งตาม พ.ร.บ.
ล้มละลายฯ มาตรา ๙๕ กำหนดให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตรวจดูทรัพย์สินอันเป็น
หลักประกันเท่านั้นมิได้บังคับให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ต้องดำเนินการยึดและขาย
ทอดตลาดทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันให้แก่เจ้าหนี้มีประกันเสมอไป ซึ่งการตรวจดู
ทรัพย์สินตามมาตรา ๙๕ นั้นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะกระทำด้วยการสอบสวนหรือ
ขอมติที่ประชุมเจ้าหนี้ตามคำสั่งของอธิบดีกรมบังคับคดีก็ได้ ถ้าปรากฏว่าทรัพย์สินอัน
เป็นหลักประกันมีราคามากกว่าจำนวนหนี้ ราคาส่วนที่เกินจำนวนหนี้ย่อมเป็นทรัพย์สิน
ในคดีล้มละลายอันอาจแบ่งแก่เจ้าหนี้ได้ ซึ่งเป็นอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
ที่จะรวบรวมจัดการตามมาตรา ๒๒ และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจขายตามวิธี
การที่สะดวกและเป็นผลดีที่สุดตามมาตรา ๑๒๓ ในกรณีเช่นนี้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
จึงมีหน้าที่ต้องดำเนินการยึดทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันออกขายตามคำร้องของเจ้า
หนี้ จะสั่งงดดำเนินการและให้เจ้าหนี้ไปดำเนินการตามกฎหมายอื่นไม่ได้ แต่ถ้าปรากฏ
ว่าจำนวนหนี้ที่ท่วมราคาทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันและไม่มีกรณีต้องร้องขอให้เพิก
ถอนการฉ้อฉลหรือกระทำการใดแล้ว ประกอบกับที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติไม่ประสงค์จะ
ดำเนินการต่อทรัพย์สินอันเป็นหลักประกัน เนื่องจากเห็นว่าจำนวนหนี้ค้างชำระท่วม
ราคาทรัพย์สินอันเป็นหลักประกัน การบังคับคดีต่อทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันไม่มี
ประโยชน์ต่อกองทรัพย์สินของลูกหนี้แต่อย่างใด ที่ผู้คัดค้านมีคำสั่งงดดำเนินการต่อ
ทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันตามมติที่ประชุมเจ้าหนี้จึงชอบแล้ว


คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๒๓๓/๒๕๔๘

คดีก่อน ธนาคาร ก. เป็นโจทก์คดีนี้เป็นจำเลย โดยมีจำเลยคดีนี้เป็นผู้ร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีก่อนแล้วว่า ที่ดินทั้งสามแปลงตามฟ้องเป็นของจำเลยคดีนี้ เมื่อโจทก์และจำเลยคดีนี้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าว ผลของคำพิพากษาย่อมผูกพันโจทก์และจำเลยตาม ป.วิ.พ มาตรา ๑๔๕ ว. ๑ และแม้จำเลยจะยังมิได้จดทะเบียนการได้มาซึ่งอาจอ้างสิทธิตามความใน ป.พ.พ. ม. ๑๒๙๙ ว.๒ ได้โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินทั้งสามแปลงตามฟ้อง


คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๗๔๐/๒๕๔๘

แม้หนี้ทั้งห้ารายการ ตามที่โจทก์บรรยายมาในคำฟ้องเป็นเงิน ๒๐,๒๓๔,๑๗๗.๕๔ บาท แต่โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องเป็นเงินเพียง ๑๒,๓๕๗,๘๒๑.๙๗ บาท ซึ่งเห็นได้ว่าเป็นการคำนวณผิดพลาดก็ตามแต่โจทก์ก็มิได้ดำเนินการขอแก้ไขคำฟ้องให้ถูกต้อง ถือว่าโจทก์ประสงค์จะบังคับชำระหนี้ตามจำนวนหนี้ที่ระบุในคำขอท้ายฟ้องดังกล่าว ที่ศาลพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงิน ๑๒,๓๕๗,๘๒๑.๙๗ บาท เท่ากับศาลเห็นชัดแจ้งแล้วว่า จำนวนหนี้ในคดีนี้ที่รวมเป็นเงิน

คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๑๘๘/๒๕๓๘

การยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลรวมทั้งเงินวางศาลในการยื่นฟ้องอุทธรณ์แก่จำเลยที่ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาตาม ป.วิ.พ.มาตรา ๑๕๗ นั้นเป็นเรื่องเฉพาะตัวของจำเลยแต่ละคน แม้ศาลจะอนุญาตให้จำเลยที่ ๑ ดำเนินคดีชั้นอุทธรณ์อย่างคนอนาถาก็ไม่มีผลถึงจำเลยที่ ๒ ด้วยแต่อย่างใด
ค่าขึ้นศาลเป็นค่าธรรมเนียมอย่างหนึ่งซึ่งกฎหมายบังคับให้คู่ความที่ยื่นคำฟ้อง ฟ้องอุทธรณ์หรือฎีกาจะต้องเสียในขณะยื่นคำฟ้องกับการวางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งในการยื่นอุทธรณ์หรือฎีกานั้น เป็นเงินคนละส่วนกัน

คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๒๑๗/๒๕๒๒

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยนำรถวิ่งรับคน โดยสารทับเส้นทางของโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยใช้ค่าเสียหาย และสั่งห้ามจำเลยและบริวารมิให้กระทำเช่นนั้น ซึ่งต่อมาโจทก์จำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันว่า จำเลยและบริวารจะไม่กระทำการดังกล่าว หากฝ่าฝืนจำเลยยอมชดใช้ค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม ดังนี้ มิใช่คดีฟ้องเรียกอสังหาริมทรัพย์ประเภทฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตร ๑๔๒ (๑) อันจะใช้บังคับจลอดถึงบริวารจองจำเลยด้วย คำพิพากษาตามยอมคดีนี้จึงมีผลผูกพันโจทก์และจำเลยซึ่งเป็นคู่ความตามมาตรา ๑๔๕ เท่านั้น หามีผลบังคับถึงบริวารจำเลยไม่ แม้ผู้ร้องเป็นบริวารจำเลยปฏิบัติฝ่าฝืนสัญญาประนีประนอมยอมความก็ไม่อาจบังคับคดีเอากับผู้ร้องได้จึงไม่อาจกักขังผู้ร้องไว้จนกว่าจะปฏิบัติตามคำพิพากษาได้

คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๓๕/๑๕

การที่เจ้าของรวมคนหนึ่งฟ้องขับไล่ผู้บุกรุกที่ดินซึ่งเป็นของบุคคลหลายคนรวมกัน ถือได้ว่าเป็นการใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์เพื่อต่อสู้บุคคลภายนอก และเป็นการใช้สิทธิฟ้องแทนเจ้าของรวมคนอื่นๆด้วย
เมื่อเจ้าของรวมคนหนึ่ง เคยฟ้องขับไล่จำเลยหาว่าบุกรุกที่ดินกรรมสิทธิ์รวมมาแล้ว และได้มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันซึ่งศาลได้พิพากษาตามยอมคดีถึงที่สุดไปแล้ว โจทก์ซึ่ง
เป็นเจ้าของรวมอีกคนหนึ่งจะกลับมาฟ้องว่าจำเลยบุกรุกขอให้ขับไล่อีก ย่อมเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันแม้ในคดีก่อน เจ้าของรวมนั้นจะไม่ได้รับมอบฉันทะให้ฟ้องแทนโจทก์หรือไม่ได้บรรยายฟ้องว่าฟ้องแทนโจทก์ฟ้องของโจทก์ในคดีหลังนี้ก็เป็นฟ้องซ้ำ

คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๖๖๒/๒๕๓๐

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยขายฝากที่ดินและบ้านซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินให้โจทก์ กำหนดไถ่ภายใน ๑ ปี ครบกำหนดแล้วจำเลยไม่ไถ่ ขอบังคับให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินและบ้านดังกล่าว จำเลยรับว่าขายฝากที่ดินและบ้านแก่โจทก์และครบกำหนดไถ่แล้วจริง แต่โจทยินยอมให้จำเลยไถ่ที่ดินและบ้านได้ในภายหลัง จำเลยกำลังจะหาเงินมาไถ่ ดังนี้ หากได้ความจริงตามคำให้การจำเลย ข้อตกลงดังกล่าวอาจเข้าลักษณะเป็นคำมั่นจะขายทรัพย์ซึ่งบังคับกันได้ มิใช่เป็นการขยายเวลาไถ่ทรัพย์อันต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตร ๔๙๖ ศาลชั้นต้นควรสิบพยานฟังข้อเท็จจริงต่อไป

คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๖๗๙/๒๕๔๘

จำเลยผู้เอาประกันภัยซึ่งเป็นเจ้าของรถยนต์กระบะผิดเงื่อนไขตามกรมธรรม์ประกันภัยข้อ ๒๘.๑๐ โดยไม่ระมัดระวังปล่อยให้ พ. บุตรชายนำรถยนต์คันกังกล่าวที่โจทก์รับประกันภัยไว้ออกไปขับและยอมให้บ. ซึงไม่ได้รับใบอนุญาตขับรถยนต์เป็นผู้ขับรถ ทั้งตามคำฟ้องเป็นเรื่องที่โจทก์บังคับให้จำเลยรับผิดในฐานผิดสัญญาประกันภัย มิใช่เป็นการใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยตามพ.รบ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา๓๑ กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าจำเลยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงตามมาตรา ๓๑ โจทก์ซึ่งได้ชดใช้ค่าเสียหายเบื้องต้นจำนวน ๑๒๑,๔๒๘ บาท ให้แก่ทายาทของผู้ประสบภัยและผู้ประสบภัยไปตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ประกันภัย จึงมีอำนาจฟ้องบังคับจำเลยให้ใช้เงินจำนวนดังกล่าวคืนแก่โจทก์ได้ตามกรมธรรม์ประกันภัย ข้อ ๑๙ และไม่ต้องห้ามตามมาตรา ๑๖

คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๘๖๔/๒๕๔๘

โจทก์และห้างหุ้นส่วนจำกัด ท. ทำสัญญาจ้างแรงงานเพื่อว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคาร โดยทำสัญญาและก่อสร้างอาคารดังกล่าวที่จังหวัดเชียงใหม่ และจำเลยได้สั่งจ่ายเช็คพิพาทมอบให้โจทก์ตามมูลหนี้ค่าก่อสร้างเกี่ยวกับสัญญาจ้างแรงงานถือว่ามูลหนี้ตามเช็คเกิดจากสัญญาจ้างแรงงาน ซึ่งเกี่ยวข้องกับเหตุที่มรแห่งการโต้แย้งสิทธิที่ทำให้โจทก์เกิดอำนาจฟ้อง มูลหนี้จึงเกิดขึ้นในเขตศาลจังหวัดเชียงใหม่ โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้ที่ศาลจังหวัดเชียงใหม่ อันเป็นศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๔ (๑)

คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๗๑/๒๕๔๘

หนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องคดีล้มละลายเป็นหนี้ตามสัญญากู้เงิน สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี สัญญารับรองวงเงินโดยออกตั๋วสัญญาใช้เงิน กับหนี้อาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินพร้อมดอกเบี้ย เป็นหนี้ที่กำหนดจำนวนได้แน่นอนที่ฟ้องเป็นคดีล้มละลายได้โดยไม่จำต้องฟ้องเป็นคดีแพ่ง หรือหากฟ้องเป็นคดีแพ่งแล้วให้ศาลในคดีแพ่งมีคำพิพากษาก่อนเพราะพ.ร.บ. ล้มละลายมาตรา ๙ (๓) บัญญัติเพียงว่า หนี้นั้นอาจกำหนดจำนวนไว้โดยแน่นอน มิได้บัญญัติว่า หนี้นั้นศาลต้องมีคำพิพากษากำหนดจำนวนให้แน่นอนเสียก่อน

คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๖๒๐/๒๕๔๘

ลูกหนี้เลิกจ้างเจ้าหนี้เมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๓๖ เจ้าหนี้จึงอาจบังคับเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้ได้ตั้งแต่วันดังกล่าว และจึงอาจบังคับเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้ได้ตังแต่วันดังกล่าวและหนี้ค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้มีขึ้นเนื่องจากการบอกเลิกสัญญาจ้างของลูกหนี้มิใช่เงินที่กำหนดจ่ายเป็นค่าตอบแทนการทำงานหรือต้องจ่ายเพื่อเป็นค่าตอบแทนแก่ลูกจ้างตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการคุ้มครองแรงงาน หนี้ค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจึงมิใช่ค่าจ้างและไม่มีกฎหมายบัญญัติกำหนดอายุความไว้เป็นการเฉพาะจึงมีกำหนดอายุความ ๑๐ ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๙๓/๓๐ ส่วนหนี้ค่าจ้างวันหยุดพักผ่อนประจำปี เป็นเงินที่ลูกหนี้จะต้องจ่ายเป็นค่าตอบแทนแก่เจ้าหนี้ซึ่งเป็นลูกจ้างตามสัญญาจ้างแรงงาน จึงเป็นสินจ้างตามมาตรา ๕๗๕ ซึ่งมีอายุความ ๒ ปี ตามมาตรา ๑๙๓/๓๔ (๙) เมื่อนับแต่วันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๓๖ ถึงวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕ ซึ่งเป็นวันที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้จึงขาดอายุความแล้ว ไม่อาจขอรับชำระหนี้ได้ คงมีสิทธิได้รับชำระหนี้เฉพาะหนี้ค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าว
มีคนร้ายลักทรัพย์เงินสดจำนวน ๙๓,๐๑๓ บาท ของลูกหนี้ไป ลูกหนี้ได้มอบอำนาจให้พนักงานการเงินและบัญชีไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจ ผลจากการสืบสวนได้ตรวจพบรอยนิ้วมือและฝ่ามือแฝงของเจ้าหนี้ในที่เกิดเหตุ เจ้าพนักงานตำรวนจึงดำเนินคดีแก่เจ้าหนี้ ลูกหนี้ได้เลิกจ้างเจ้าหนี้ และต่อมาพนักงานอยัการได้ยื่นฟ้องเจ้าหนี้ต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ ในความผิดข้อหาลักทรัพย์การที่เจ้าหนี้ถูกฟ้องเป็นคดีอาญาล้วนมีขึ้นจากดุลพินิจในการปฎิบัติหน้าที่ตามกฎหมายของเจ้าพนักงานตำรวจและพนักงานอยัการ การที่ลูกหนี้ร้องขอจนศาลใช้ดุลพินิจ อนุญาตให้ลูกหนี้เข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการล้วนเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายไม่เป็นการละเมิดโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้วยข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ที่เจ้าพนักงานตำรวจสืบสวนสอบสวนแล้วดำเนินคดีแก่เจ้าหนี้ย่อมบ่งชี้และทำให้ลูกหนี้เข้าใจได้ว่าเจ้าหนี้เป็นผู้ลักทรัพย์ของลูกหนี้ไป ซึงเป็นเหตุอันสมควรที่ลูกหนี้จะเลิกจ้างเจ้าหนี้ได้ แม้ต่อมาศาลอาญากรุงเทพใต้และศาลอุทธรณ์จะมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้อง ก็ไม่มีผลทำให้การเลิกจ้างของลูกหนี้กลับเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม
ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงานซึ่งเป็นบทกฎหมายที่กำหนดให้สิทธิแก่เจ้าหนี้ในขณะมีการเลิกสัญญาจ้างแรงงาน มิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยที่ลูกหนี้จะต้องรับผิดชดใช้ให้แก่เจ้าหนี้ดังเช่นพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตร ๙ วรรคหนึ่ง ที่กำหนดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ไว้โดยชัดแจ้งศาลล้มละลายกลางกำหนดดอกเบี้ยให้ในอัตราร้อยลุ ๗.๕ ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งแล
พาณิชย์ มาตรา ๒๒๔ จึงชอบแล้ว
เมื่อลูกหนี้เลิกจ้างเจ้าหนี้ ลูกหนี้จะต้องจ่ายค่าชดเชยแก่เจ้าหนี้ทันที เมื่อไม่จ่ายให้ ลูกหนี้จึงตกเป็นผู้ผิดนัดต้องชำระดอกเบี้ยนับแต่วันเลิกจ้างเป็นต้นไป แต่สิทธิเรียกร้องดอกเบี้ยค้างชำระดังกล่าวมีกำหนดอายุความ ๕ ปีนับย้อนหลังแต่วันยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละบายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๙๓/๓๓ สิทธิเรียกร้องที่พ้นกำหนดอายุความดังกล่าวเจ้าหนี้จึงไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้ ส่วนสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าไม่ปรากฏว่าเจ้าหนี้มีการทวงถามก่อน ศาลฎีกาเห็นควรกำหนดดอกเบี้ยให้นับถัดจากวันยื่นคำขอรับชำระหนี้เป็นต้นไป

คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๗๐๖/๒๕๔๘

การขายทอดตลาดทรัพย์ในคดีล้มละลาย มีลักษณะแตกต่างจากการขายทอดตลาดโดยทั่วไป กล่าวคือการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ถือว่าเป็นการกระทำอย่างหนึ่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ซึ่งจะมีการยกเลิก เพิกถอนการขายทอดตลาดดังกล่าวได้ก็แต่โดยการร้องคัดค้านการกระทำหรือคำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๑๔๖
เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขายทอดตลาดทรัพย์ของลูกหนี้ให้แก่ผู้ร้อง แม้จะมีผู้อื่นยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนการขายทอดตลาดแต่ศาลชั้นต้นก็มีคำสั่งว่าการขายทอดตลาดชอบด้วยกฎหมาย ให้ยกคำร้องคดีถึงที่สุดจึงรับฟังเป็นยุติว่าการขายทอดตลาดเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงสามารถโอนทรัพย์สินให้ผู้ร้องได้จะถือว่าการชำระหนี้เป็นพ้นวิสัยและทำให้ผู้ร้องหลุดพ้นจากการชำระหนี้สามารถบอกเลิกสัญญามิได้ ผู้ร้องต้องปฏิบัติตามสัญญาโดยใช้ราคาทรัพย์สินที่ค้างชำระให้ครบ หากไม่ชำระเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจเอาออกขายอีกซ้ำหนึ่ง ถ้าได้เงินเป็นจำนวนสุทธิไม่คุ้มราคาและค่าขายทอดตลาดชั้นเดิม ผู้ร้องต้องรับผิดในส่วนที่ขาดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๑๖ท ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาและขอเงินมัดจำคืน

คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๒๓๐/๒๕๔๘

ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๒๒ (๓) เมี่อศาลสั่งพิทักทรัพย์ของจำเล
ยเด็ดขาดแล้วเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอำนาจในการฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีใดๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลย คดีที่จำเลยนำยึดทรัพย์สินของลูกหนี้ของจำเลยออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ และมีผู้อื่นร้องขัดทรัพย์ก็ถือว่าเป็นคดีเกี่ยวกับทรัพย์สินจึงอยู่ในอำนาจของเจ้าพนักพิทักษ์ทรัพย์ตามบทบัญญัติดังกล่าว การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๘ ในคดีร้องขัดทรัพย์ต่อไปหรือไม่ยอมเป็นอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในอันที่จะใช้ดุลพินิจเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์แก่กองทรัพย์สินของจำเลย
การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้าว่าคดีที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลในขณะที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลย เป็นกรณีตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๘ มาตรา ๒๕ กรณีหาใช่เป็นการเริ่มต้นฟ้องคดีใหม่ หรือถอนฟ้องคดีที่จำเลยได้ยื่นฟ้องไว้แล้วตามมาตรา ๑๔๕ (๔) จึงไม่ต้องขอความเห็นชอบจากที่ประชุมเจ้าหนี้หรือกรรมการเจ้าหนี้
คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๒๗๖/๒๕๔๘

คำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นการกระทำหรือคำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ซึ่งกฎหมายให้สิทธิบุคคลที่ได้รับความเสียหายยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลพ.ร.บ. ล้มละลายพ.ศ. ๒๔๘๓ ม. ๑๔๖ และศาลมีอำนาจสั่งยืนตาม กลับ หรือแก้ไข หรือสั่งประการใดตามที่เห็นสมควร ซึ่งเป็นช่องทางหนึ่งที่ผู้ได้รับความเสียหายจะใช้สิทธิเยียวยาแก้ไขความเสียหายของตนทางศาลได้ แต่ไม่ใช่บทบังคับ การที่ผู้บริหารแผนไม่เลือกใช้สิทธิทางศาลตาม ม. ๑๔๖ ทำให้ผู้บริหารแผนไม่มีสิทธิที่จะยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลเมื่อพ้นเวลาที่กำหนดเท่านั้น และคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์คงมีผลอยู่ต่อไป
ผู้บริหารแผนเลือกใช้ช่องทางยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์พิจารณาทบทวนคำสั่งของตนที่อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ เป็นการขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กระทำหารหรือมีคำวินิจฉัยอื่นใดในการปฏิบัติการตามหน้าที่ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ต้องดำเนินการพิจารณาให้ และคำสั่งที่อนุญาตให้ผู้ร้องสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ไม่ใช่กรณีที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะต้องนำ พ.ร.บ. มาตรา ๑๐๘ มาเทียบเคียงปรับใช้เพราะมิใช่คำสั่งยกคำขอรับชำระหนี้หรือลดจำนวนหนี้ที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้สั่งอนุญาตไปแล้วตามมาตรา ๙๐/๒๖ ประกอบด้วยมาตรา ๑๐๘ การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งเดิมที่อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้แทนเจ้าหนี้จึงมีอำนาจที่จะกระทำได้และไม่ขัดต่อมาตรา ๑๐๘ และ ๑๔๖

คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๑๒๕/๒๕๔๘

พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๐/๑๒(๗) ที่ใช้คำว่า”ยึด” ย่อมหมายรวมถึงการอายัดด้วยการที่ผู้คัดค้านซึ่ง
เป็นเจ้าหนี้ได้ทำการอายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ไว้ก่อนที่ศาลมีคำสั่งคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ ผู้คัดค้านจึงยื่นคำขอรับชำระหนี้ได้โดยชอบเมื่อแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ได้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการชำระหนี้แก่ผู้คัดค้านไว้ และศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนแล้ว ผู้คัดค้านจึงผูกพันที่จะต้องปฎิบัติตามแผนซึ่งรวมถึงการได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้ด้วย ทั้งนี้โดยผลของ มาตรา ๙๐/๖๐ ผู้คัดค้านไม่อาจได้รับชำระหนี้โดยวิธีอื่นนอกจากจำนวนและตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในแผนนั้น ผู้คัดค้านจึงไม่มีสิทธิอายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ไว้อีกต่อไปผู้บริหารแผนชอบที่จะขอให้เพิกถอนคำสั่งอายัดทรัพย์สินนั้นเสียได้

คำสั่งศาลฎีกาที่ ๕๙๑/๒๕๔๗

การที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาไม่เห็นชอบด้วยแผนและมีคำสั่งให้ยกเลิกคำสั่งของศาลล้มละลายกลางที่ให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ย่อมทำให้สิทธิและหน้าที่ของเจ้าหนี้เป็นไปดังเดิม และข้อห้ามมิให้กรมสรรพากรเจ้าหนี้ซึ่งบังคับชำระหนี้ได้เองบตามพ.ร.บ. ล้มละลาย มาตรา ๙๐/๑๒(๗) ย่อมสิ้นสุดลง กรมสรรพากรซึ่งเป็นเจ้าหนี้ภาษีอากรย่อมมีอำนาจในการบังคับชำระหนี้ตามกฎหมายต่อไป กรณีจึงไม่มีประโยชน์ที่จะพิจารณาอุทธรณ์ซึ่งผู้บริหารแผนอุทธรณ์ขอให้ศาลฎีกาสั่งถอนการยึดและอายัดทรัพย์ที่กรมสรรพากรใช้อำนาจยึดไว้ ศาลฎีกาจึงให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ

คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๖๕๑/๒๕๔๘

เจ้าหนี้เป็นเจ้าหนี้มีประกันที่ไม่ได้ใช้สิทธิตามพ.ร.บ.ล้มละลายมาตรา ๙๕ เพราะตามคำขอรับชำระหนี้ระบุว่าเป็นการขอรับชำระหนี้ตามาตรา ๙๖ (๓) เมื่อเจ้าหนี้มีประกันใช้สิทฺธิขอรับชำระหนี้ตามมาตรา ๙๖ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงมีอำนาจทำการสอบสวนเกี่ยวกับหนี้สินที่ขอรับชำระหนี้ว่าเจ้าหนี้มีประกันและมีสิทธิขอรับชำระหนี้สำหรับจำนวนที่ยังขาดอยู่จริงหรือไม่ตามมราตรา ๑๐๕ เจ้าหนี้จังมีหน้าที่นำสืบถึงข้อเท็จจริงตามที่กล่าวอ้างในคำขอรับชำระหนี้





 จาก tui-na100.com
 พฤหัสบดี, 30/3/2549
 เวลา :
18:21
 IP:
58.9.197.154

 

แก้ไข / ลบคำตอบ
 คำตอบที่ 7
      
คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๙๔๓/๒๕๔๘(ประชุมใหญ่) โจทก์ฟ้องจำเลยข้อหาเล่นการพนันเป็นเจ้ามือการพนัน ศาลชั้นต้นก็ฟ้องที่ศาลแขวง จำเลยรับสารภาพ ศาลแขวงโดยผู้พิพากษาคนเดียวพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. การพนัน ให้จำคุก ๑ ปี ปรับ ๕,๐๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอไว้ ๒ ปี และคุมประพฤติ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่ากรณีดังกล่าวเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๗ ประกอบมาตรา ๒๕ (๕) ทั้งนี้เพราะผู้พิพากษาคนเดียวจะพิพากษาลงโทษจำคุกเกิน ๖ เดือน หรือปรับเกิน ๑๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งโทษจำคุกอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้งสองอย่างเกินอัตราที่กล่าวแล้วไม่ได้(แม้จะให้รอลงอาญาก็ตาม) คำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบด้วยบทกฎหมายข้างต้น ซึ่งมีผลทำให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้ ฯ


 จาก tui-na100.com
 พฤหัสบดี, 13/4/2549
 เวลา :
10:18
 IP:
58.9.190.68

 

แก้ไข / ลบคำตอบ
 คำตอบที่ 8
       ธงคำตอบออกมาเรียบร้อยแล้วนะครับ ต้องขอแสดงความยินดีกับท่านสมาชิกที่ติดตาม ติว-เน100ดอทคอม มาตลอดตั้งแต่ต้นครับ เพราะหวังว่าท่านเหล่านี้จะได้ประโยชน์จากเว็บนี้ไปไม่น้อยทีเดียวน่าจะส่งผลให้ท่านทั้งหลายเหล่านั้นทำคะแนนได้เกิน 50 คะแนนได้ไม่ยากครับ และก็ขอเป็นกำลังใจให้ท่านที่รู้จักเว็บนี้ช้าไปสักหน่อย และพลาดในการสอบครั้งนี้ไป
ผู้จัดทำจะพยายามพัฒนาเว็บนี้ให้เป็นประโยชน์แก่เพื่อนสมาชิกทุกท่านให้มากที่สุดต่อไปครับ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนเนื้อหาวิชา ฎีกาต่าง ๆในเอกสารสรุป และเอกสารชุดติวก่อนสอบก็จะพยายามติดตามและวิเคราะห์ให้ตรงกับข้อสอบที่จะออกมาให้มากที่สุดครับ เพื่อเป็นการลดภาระการอ่านหนังสือของท่านทั้งหลายให้มากที่สุด ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้เพื่อนสมาชิกที่ไม่ค่อยจะมีเวลา และน้อง ๆที่อ่อนประสบการณ์จะได้มีโอกาสสอบได้เหมือนกับเพื่อน ๆครับ
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ให้ความไว้วางใจ และติดตามข่าวคราวจากเว็บของเราครับ


 จาก chai
 ศุกร์, 12/5/2549
 เวลา :
22:09
 IP:
124.121.152.212

 

แก้ไข / ลบคำตอบ
 คำตอบที่ 9
      


 จาก longines watches
 พุธ, 28/9/2554
 เวลา :
09:14
 IP:
101.66.53.150

 

แก้ไข / ลบคำตอบ
 คำตอบที่ 10
       hamilton watches http://www.pocwatch.net/u_boat-watches.html explorer watches.


 จาก buy diablo
 ศุกร์, 30/9/2554
 เวลา :
14:31
 IP:
101.66.58.38

 

แก้ไข / ลบคำตอบ
 คำตอบที่ 11
       wow wikki http://www.sopgold.com/ cheep wow gold eu wow gold http://www.sopgold.com/power-leveling/ wow power level wow eu.

คำถามนี้มีทั้งหมด 11 คำตอบ ขณะนี้คุณอยู่ที่หน้า 1 จาก >>> 1  คลิ๊กเพื่อดูหน้าถัดไป
ตอบคำถาม
รูปภาพ :
นามสกุล GIF/JPG เท่านั้น
  จำกัดขนาดไม่เกิน 100K
หากท่านไม่มีโปรแกรมลดขนาดภาพ
คลิ๊กที่นี่
คำตอบ :  

      เลือกแบบ  เลือกสี

 


ระบบป้องกัน
ใส่ตัวเลขให้เหมือนกับที่มองเห็นด้านขวาครับ
ใส่ตัวเลขทางช่องซ้ายให้เหมือนตัวเลขในนี้
  ชื่อ :
   

Date 26 Feb 2006